Galaxy-Eyes Cipher Dragon

posted on 22 Apr 2016 10:01 by terrato in Knowledge directory Cartoon, Knowledge

** บทความนี้เป็นการสันนิษฐานโดยส่วนตัวของผมเท่านั้น **

 
     จากภาคเก่า [ZeXaL] ที่ไคโตะเป็นนักล่าการ์ดนัมเบอร์ส มาภาคนี้ [Arc-V] เอซมอนสเตอร์ของเขามีชื่อว่า "Galaxy-Eyes Cipher Dragon" ซึ่งคำว่า "Cipher" แปลว่า "ศูนย์" สิ่งที่ไม่มีค่า, รหัสลับ, เครื่องหมายลับ, สัญลักษณ์ลับ, อักษรไขว้, ตัวหนังสือไขว้ ซึ่งมาจากภาษาอารบิก Sifr และยังเป็นชื่อการ์ดมอนสเตอร์ซิงโครอย่าง Stardust Sifr Spark Dragon ด้วย

ดังนั้น สำหรับมังกรของเขา ความหมายก็น่าจะเป็น "ศูนย์" ซึ่งไม่ได้เป็นหมายเลขใดเลย เหมาะกับนักล่าการ์ดนัมเบอร์สโดยเฉพาะ ถึงแม้ภาคนี้ (Arc-V) ไม่แน่ว่าจะไม่มีการ์ดนัมเบอร์สออกมาเลยก็ตาม

และจากชื่อวงที่ร้องเพลงเปิดที่ 5 สำหรับซีซันนี้ที่เหล่าตัวเอกเดินทางไปสู่มิติเอกซ์ซีสคือ Unknown Number ที่แปลว่า หมายเลขที่ไม่รู้จัก หมายเลขลึกลับ หมายเลขที่ไม่ทราบที่มา ตัวเลขที่ไม่อาจเข้าใจได้ ก็สอดคล้องกันด้วย

จากลักษณะของปีก ทำให้ผมนึกถึงรูปร่างของลูกปัด หรือ ลูกประคำมางะทามะ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเครื่องราชกกุธภัณฑ์ชิ้นสุดท้ายของราชวงศ์ญี่ปุ่นที่ทำจากหยก ยาซากะนิโนะมางะทามะ (Yasakani no Magatama) หรือ อัญมณีแห่งความเมตตา

ภาพจากตอนที่ 100

Magatama คือ ลูกปัด หรือ ลูกประคำที่มีรูปร่างคล้ายหยดน้ำโค้ง หรือ จุลภาค (คอมม่า) [ , : comma] มีรูที่ตรงกลางหัว คล้ายสัญลักษณ์อิน-หยาง และคล้ายเขี้ยว หรือ เลข 9 อารบิก เชื่อกันว่าเป็นรูปร่างของดวงวิญญาณ หรือ อาจเป็นรูปร่างตัวอ่อนในครรภ์มารดาของสัตว์มีกระดูกสันหลัง

อีกสองเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของราชวงศ์ญี่ปุ่นก็คือ ดาบคุซานางิ กับ กระจกยาตะ ซึ่งดาบอาจจะหมายถึง เอ็ด ฟินิกซ์ ที่ธีมเด็คของเขามีชื่อว่า "ฮีโร่" ผู้คอยปัดเป่าความชั่วร้าย (ชุดขาว) ส่วนกระจก ก็เหมาะสมกับสาวงามอย่างอาสึกะพอดี ก็รอดูต่อไปว่า เอซมอนสเตอร์ใหม่ของทั้งคู่จะมีเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ทั้งสองอย่างอยู่ด้วยหรือเปล่า และถ้ามีจริง ตัวละครจากภาคเก่า (ตัวละครหลัก) คนต่อไปจากภาคเซอัล อาจจะไม่มีอีกแล้วก็ได้...

 

* * * * * * * * * * * * * *

เพิ่มเติม

                เนื่องจากเอซมอนสเตอร์ของไคโตะในภาคนี้ (Arc-V) ใช้คำในภาษาญี่ปุ่นว่า 光波 kouha แปลว่า “คลื่นแสง [lightwave] ” แทนคำก่อนหน้านั้นที่ใช้คำว่า 光子 koushi แปลว่า “อนุภาคแสง [Photon] ”

เป็นการสะท้อนถึงความเป็นทวิภาคของคลื่น-อนุภาค [Wave–particle duality] หรือแสงเป็นได้ทั้งคลื่นและอนุภาค ขึ้นอยู่กับว่าเราจะศึกษาแสงในสมบัติใด แต่จะไม่สามารถศึกษาคุณสมบัติของแสงในเชิงคลื่นและอนุภาคได้พร้อมกัน

แต่ทำไมถึงใช้ภาษาอังกฤษจากคลื่นแสงเป็น Cipher ศูนย์, อักษรลับ, สัญลักษณ์ลับ หรือ การทำเป็นรหัส การเข้ารหัสลับ

เนื่องจากแสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเช่นเดียวกับคลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์ คลื่นไมโครเวฟ อินฟราเรด อัลตราไวโอเล็ต รังสีเอ็กซ์ รังสีแกมมา ฯลฯ แม้มีแหล่งกำเนิดและการตรวจจับที่แตกต่างกัน แต่ทุกคลื่นก็มีสมบัติที่สำคัญเหมือนกัน คือ เคลื่อนที่ไปในสุญญากาศด้วยความเร็วแสง และมีการส่งผ่านพลังงานไปพร้อมกับคลื่น แม้ว่าคลื่นแต่ละชนิดดังกล่าวจะมีพลังงานไม่เท่ากัน (ความยาวคลื่นและความถี่คลื่นต่างกัน)
 
ปัจจุบันมีการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในหลากหลายด้าน เช่น การติดต่อสื่อสาร (มือถือ โทรทัศน์ วิทยุ เรดาร์ ดาวเทียม ใยแก้วนำแสง) การคมนาคมขนส่ง ทางการแพทย์ (รังสีเอกซ์) การทำอาหาร (คลื่นไมโครเวฟ) การควบคุมรีโมท (รังสีอินฟราเรด) คอมพิวเตอร์ ฯลฯ
 
ดังนั้น คำว่า Cipher ที่หมายถึง ศูนย์ หรือ ข้อมูลที่ไม่สามารถอ่านได้ จากการทำให้เป็นรหัส สร้างเป็นรหัส อักษร เครื่องหมาย หรือ สัญลักษณ์แบบลับ ๆ ที่สามารถเข้าใจได้เฉพาะคน เฉพาะกลุ่ม เฉพาะทางไป เพื่อไม่ให้บุคคลภายนอกรู้ถึงข้อความนั้นได้ หรือก็คือ การแปลงจากอนุภาคหรือสสารที่สามารถจับต้องได้ (ข้อมูลที่อ่านได้) กลายเป็นคลื่นหรือพลังงานที่ต้องใช้ความรู้สึกในการสัมผัส (ข้อมูลที่ไม่สามารถอ่านได้) และยากที่จะวัดค่าได้ชัดเจนแน่นอน (คนนอกไม่อาจเข้าใจได้) หรือ การแปลงข้อมูลนั้นกลายเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อส่งผ่านข้อมูลไปยังปลายทาง แต่ก็ต้องถอดรหัส เพื่อเป็นข้อมูลที่ผู้รับสามารถเข้าใจได้อีกทีหนึ่ง

ที่มา:

ทวิภาคของคลื่น–อนุภาค

http://www.manager.co.th/science/viewnews.aspx?NewsID=9560000091762

http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/7/quantum/quantum/light.htm

 
* * * * * * * * * * * *
 
ดังนั้น ไคโตะภาคอาร์คไฟว์ที่ไม่เปลี่ยนจากชุดดำเป็นขาว เพราะไม่ใช่พลังโฟตอนซึ่งเป็นอนุภาคให้จับต้องหรือสามารถมองเห็นจนรู้ชัดว่าเป็นสิ่งใด แต่เป็นไซเฟอร์ที่ถึงแม้จะมองเห็นก็ไม่รู้แน่ชัดและได้แต่รู้สึกเท่านั้น (มีแต่กลุ่มก้อนพลังงานให้เห็น)...

http://yugioh.wikia.com/wiki/Photon_Transformation

Comment

Comment:

Tweet