อธิบายแผนภาพ [3] Journey of the Seeker (การเดินทางของนักแสวงหา)

ก่อนอื่นขอกล่าวถึงการ์ด Oracle of Zefra ก่อน จากเอฟเฟคของการ์ดนี้

(เวทย์สนาม)

(1) เมื่อการ์ดนี้ทำงาน หาการ์ดมอนสเตอร์ "Zefra" 1 ใบจากเด็คเรามาไว้ในมือ

(2) เมื่อเราอัญเชิญพิธีกรรมโดยใช้มอนสเตอร์ "Zefra" (อย่างน้อย 1 ใบ) หรือ อัญเชิญแบบพิเศษโดยใช้มอนสเตอร์ "Zefra" เป็นวัตถุดิบ เราสามารถใช้งานเอฟเฟคนี้ได้ ขึ้นอยู่กับมอนสเตอร์ที่ถูกอัญเชิญ เทิร์นละครั้งต่อเอฟเฟค

  • พิธีกรรม: นำมอนสเตอร์ 1 ใบจากสนามเข้าเด็ค แล้วสับเด็ค (ได้ทั้งสองฝ่าย)
  • ฟิวชั่น: อัญเชิญมอนสเตอร์แบบพิเศษ 1 ใบจากมือเรา
  • ซิงโคร: เลือกมอนสเตอร์ 1 ใบจากเด็คเรา วางไว้บนสุดของเด็คนั้น
  • เอกซ์ซีส: จั่วการ์ด 1 ใบ จากนั้นทิ้งการ์ด 1 ใบในมือ

เราสามารถใช้งาน "Oracle of Zefra" 1 ใบต่อเทิร์นเท่านั้น

-----------------------------------

แล้วเกี่ยวกับการเดินทางได้อย่างไร?

                จากเอฟเฟคของการ์ดนี้ เราสามารถจัดลำดับเหตุการณ์จากการเดินทางของมอนสเตอร์ที่เที่ยวไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ ในเกมการ์ด โดยเรียงลำดับได้ดังนี้

1) ซิงโคร จากในเด็คหลัก ขึ้นมาอยู่บนสุดของเด็ค

2) เอกซ์ซีส จากเด็คขึ้นมาอยู่ในมือ และสามารถเลือกการ์ดที่ขึ้นมา ลงไปในสุสานได้

3) ฟิวชั่น จากในมือลงมาบนสนาม

4) พิธีกรรม จากบนสนามกลับเข้าเด็ค

แต่ทว่า ก่อนหน้านั้น หลังจากการ์ดนี้ทำงาน เอฟเฟค (1) เราสามารถออกค้นหาหรือตามหาสิ่งที่ต้องการ (ในที่นี้คือ มอนสเตอร์ Zefra) จากในเด็คเราได้ เพื่อสามารถใช้เอฟเฟค (2) ในกรณีเริ่มแรกที่ไม่มีมอนสเตอร์ Zefra อยู่ในมือเลย

ดังนั้น เอฟเฟคของการ์ดเวทมนตร์สนามนี้ จึงเปรียบกับมอนสเตอร์เอฟเฟคที่มักจะมีความสามารถในการค้นหามอนสเตอร์ในธีมเดียวกันจากที่แห่งใดก็ตามที่การ์ดได้ระบุไว้ มอนสเตอร์เอฟเฟคจึงเป็นลำดับแรก ก่อนมอนสเตอร์ซิงโคร

เราจึงเรียงลำดับใหม่ได้ดังนี้ พร้อมกับความหมายของการเดินทางในแต่ละประเภทด้วย คือ

1) Effect: Trace แปลว่า ตามรอย ติดตาม สืบเสาะ แสวงหา ออกตามหา ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ซึ่งเป็นการเริ่มต้นออกเดินทาง เพื่อตามหาสิ่งที่ต้องการให้ได้ตามเป้าหมาย โดยมีแรงบันดาลใจจากบางคนหรือบางสิ่งจุดประกายขึ้น ก่อให้เกิดความมุ่งมั่นพยายามในการแสวงหาตามความใฝ่ฝัน

ความหมายจากเอฟเฟคของการ์ด Oracle of Zefra ก็คือ การค้นหา การแสวงหา

2) Synchro: Alignment แปลว่า การปรับแนว การจัดแนว การจัดเรียงให้เป็นแนวตรงหรือแถวตรง ซึ่งเราจะเห็นได้เวลาอัญเชิญซิงโคร มอนสเตอร์จูนเนอร์จะเปลี่ยนเป็นวงแหวนสีเขียว จำนวนวงจะเป็นไปตามเลเวล พอปรับวงแหวนให้เป็นแนวตรง ทำให้มอนสเตอร์ที่ไม่ใช่จูนเนอร์ภายในวงแหวน เปลี่ยนเป็นแสงกลมสีขาวตามเลเวลเช่นกัน เพื่ออัญเชิญมอนสเตอร์ซิงโครออกมา

- Acceleration แปลว่า ความเร่ง การเพิ่มความเร็ว

- จากความหมายทั้งสอง การปรับให้เป็นแนวตรงก็เพื่อเร่งเดินทางได้เร็วที่สุด เนื่องจากระยะทางสั้นลง ซึ่งถ้ามีทางโค้ง ความเร็วก็จะลดลงไป

- จากเอฟเฟคของการ์ด Oracle of Zefra ที่สามารถเลือกมอนสเตอร์จากในเด็ค เปรียบได้กับเด็คที่เรียงกันเป็นแนวตรง ทำการค้นหามอนสเตอร์ที่ต้องการเพื่อเร่งให้มาอยู่บนสุดของเด็ค

- สำหรับการเดินทางจะหมายถึง การปรับทัศนคติให้ตรงกัน เพื่อความเข้าใจในกันและกัน ถึงแม้จะมีความแตกต่างกันบ้าง ทำให้การทำงานหรือการเดินทางสะดวก ราบรื่น

3) Xyz: Coordinate แปลว่า พิกัด, ควบ, ขนานกัน, ระดับเดียวกัน, ตำแหน่งเท่ากัน, ประสานกัน, ร่วมกัน, พร้อมเพรียงกัน

พิกัด [Coordinate] คือ การบอกตำแหน่งที่อยู่บนระนาบหรือปริภูมิ [Space] ตามที่กำหนดไว้ ซึ่งในระบบพิกัดฉาก [Coordinate System] จะประกอบไปด้วยเส้นสองเส้นตั้งฉากตัดกันที่จุดศูนย์ เรียกโดยทั่วไปว่า แกน X (แนวนอน) และแกน Y (แนวตั้ง) ซึ่งเป็น 2 มิติ ในทางคณิตศาสตร์ (กว้างxยาว)

ในภาค ZeXaL หมายถึง การโคจรมาพบกันของตัวเอกทั้งสองของเรื่อง (ยูมะและแอสทรัล)

พอมาเป็น 3 มิติ จะเพิ่มอีกแกนหนึ่งเข้ามา คือ แกน Z (ความลึก) แกน XY ก็จะอยู่ในแนวตั้งเหมือนกับรูปภาพ และถ้าแกน XY เป็นพื้นสนามแบนราบ แกน Z ก็จะเป็นความสูง 

ในภาค ZeXaL แกน Z ก็คือ มอนสเตอร์เอกซ์ซีส และพลังเซอัลที่รวมตัวเอกทั้งสองเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว

ทำไมแกน Z (ความลึก) ถึงเป็นมอนสเตอร์เอกซ์ซีส!?

- เพราะเปรียบมอนสเตอร์วัตถุดิบที่ทำการอัญเชิญ ที่มีเลเวลเท่ากันเป็นแกน X และแกน Y ซึ่งภาพ 3 มิติ มองเห็นได้ด้วยตาของมนุษย์ การที่เราจะเห็นความลึก หรือ ระยะทางได้ชัดเจน ต้องเห็นด้วยตาสองข้างพร้อมกัน ซึ่งถ้าปิดตาข้างหนึ่ง การกะระยะทางก็จะผิดเพี้ยนไปได้ ซึ่งผมเคยกล่าวเรื่องนี้ไปแล้วในบทความเรื่อง ดวงตา กับ เลขฐานแปด (2)

ดังนั้น สิ่งที่เพิ่มเข้ามาจากการเห็นด้วยตาพร้อมกันทั้งสองข้าง จะทำให้เกิดความลึก หรือก็คือ พิกัด Z อันที่ 3 ขึ้น ซึ่งเปรียบได้กับมอนสเตอร์เอกซ์ซีส โดยวัตถุดิบในการอัญเชิญจะถูกซ้อนทับอยู่ข้างใต้ เกิดความลึกหรือความสูงขึ้นมา เวลาอัญเชิญมอนสเตอร์ประเภทนี้ในอนิเม เราจะเห็นกาแล็กซี แล้วมีมอนสเตอร์ออกมาจากใจกลางนั้น ซึ่งเป็นหลุมดำขนาดยักษ์ เมื่อพูดถึงหลุมก็มีความลึกแน่นอน และมักจะมืดเสมอถ้าไม่มีไฟให้แสงสว่าง นั่นเลยทำให้มอนสเตอร์เอกซ์ซีสมีพื้นหลังเป็นสีดำ

- จากชื่อภาคนี้ที่ขึ้นต้นด้วยตัว Z [ZeXaL] ดังนั้น XYZ อาจเป็นการเล่นคำจากคำว่า GALAXY ที่มีตัว Z ต่อท้ายก็เป็นได้ เรื่องนี้เคยกล่าวไปแล้วในบทความเรื่องแรกของผม ความเป็นไปได้ของที่มาภาคเซอัล

จากที่อธิบายไปข้างต้น ทำให้เข้าใจได้ว่า Xyz ไม่ใช่คำในภาษาอังกฤษ Exceed ที่แปลว่า มากหรือเกิน อย่างแน่นอน ถึงแม้ผู้คิดค้นจะไม่ได้ให้ความหมายออกมาชัดเจน แต่มาถึงขณะนี้ก็ยังมีคนเข้าใจผิดและคิดว่าเป็นคำนี้อยู่ ผมเคยพูดถึงเรื่องนี้ไปเช่นกัน ในเฟซบุ้คของผม เรื่อง Xyz หนึ่งในคำที่เข้าใจผิดกันมากที่สุดคำหนึ่งในวงการการ์ดยูกิ

คราวนี้จากที่ได้อธิบายไป เราจะเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่า การเดินทางในจุดแวะพักที่ 3 Xyz นี้ จะเหมาะกับพิกัดร่วม 3 แกน หรือ 3 มิติ ในทางเรขาคณิตมากที่สุด โดยในความหมายของการเดินทางก็คือ การร่วมมือประสานงานอย่างพร้อมเพรียงกัน จากการที่ได้พบปะผู้คน และการคบหามิตรสหายเพื่อบรรลุในเป้าหมายเดียวกัน (การสร้างทีม)

 - จากเอฟเฟคของการ์ด Oracle of Zefra ก็เปรียบกับการ์ดที่อยู่ทั้ง 3 ที่ คือ เด็คหลัก มือ และสุสาน เป็น 3 พิกัด XYZ โดยคำว่า แกน ในภาษาอังกฤษ คือ axis จะออกเสียงใกล้เคียงกับคำว่า Xyz ในยูกิโอ

4) Fusion: Emergence แปลว่า ออกมา ผุด โผล่ เผยตัว ปรากฏตัว บังเกิด อุบัติ วิวัฒนาการ

การรวมตัวหรือประกอบเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นสิ่งใหม่ ซึ่งต่างไปจากเดิมที่ไม่เคยมีมาก่อน การอัญเชิญฟิวชั่นนี้ สามารถรวมมอนสเตอร์แบบไหน จากที่ใดก็ได้ แม้แต่ของอีกฝ่าย ตามที่การ์ดได้ระบุเอาไว้

นอกจากนั้นยังหมายถึง วิวัฒนาการ ในความหมายจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานนั้น หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงหรือคลี่คลายไปสู่สภาวะที่ดีขึ้นหรือเจริญขึ้น ในทางชีวภาพ คือ การเปลี่ยนแปลงลักษณะเดิม เกิดลักษณะใหม่ที่แตกต่างออกไป และปรับตัวให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาวะแวดล้อมที่อาศัยนั้น

- จากเอฟเฟคของการ์ด Oracle of Zefra เป็นการปรากฏตัวของมอนสเตอร์ตัวใหม่

สำหรับในอนิเม ทั้งภาค GX, ZeXaL และ Arc-V เหล่าบอสทั้งหลายต่างก็มีจุดหมายที่ต้องการรวบรวมมิติหรือโลกต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั้งหมดมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว

- สำหรับการเดินทาง คือ การรวบรวมทุกอย่างที่เรามีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ ทักษะ ความรู้ ความสามารถ มิตรภาพ ฯลฯ จากที่ผ่านมา เพื่อเผชิญกับอุปสรรคในขั้นสุดท้ายที่มากั้นขวางเรา ไม่ให้ถึงเป้าหมายที่หวังเอาไว้ในการออกเดินทางแสวงหานี้ จนเมื่อสามารถผ่านพ้นช่วงนั้นไปได้ ท้ายที่สุดแล้ว บางสิ่งจากที่ไม่เคยมีมาก่อนก็ได้เกิดขึ้น นั่นคือเหตุผลที่เราออกเดินทางมาตั้งแต่ต้นนั่นเอง

แต่ทว่า พอมาถึงจุดนี้แล้ว ทำไมมันช่างรู้สึกว่างเปล่า ไร้แก่นสาร เงียบเหงา อ้างว้าง โหยหาบางอย่างจากส่วนลึกภายใน เหมือนมีอะไรขาดหายไป

5) Ritual: Back to the Origin, return to the origin, back to the start, back to the beginning แปลว่า กลับสู่จุดเริ่มต้น กลับสู่ที่มา กลับสู่จุดกำเนิด กลับสู่ต้นกำเนิด กลับสู่บ่อเกิด กลับสู่แหล่งกำเนิด กลับบ้านเกิด คืนสู่เหย้า หวนคืนสู่รัง ตั้งต้นใหม่

สำนวนอังกฤษสำนวนหนึ่ง ที่มีความหมายเหมือนกันก็คือ Back to square one มาจากเกมกระดานที่มีช่องสี่เหลี่ยมต่อ ๆ กัน ผลัดกันทอยลูกเต๋า แล้วเดินตามหน้าแต้มที่ออกนั้น พอใครตกสู่ช่องนี้ ก็จะกลับไปสู่สี่เหลี่ยมช่องแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นแทน และเป็นการ์ดเวทมนตร์ใบหนึ่งในการ์ดยูกิอีกด้วย

- จากเอฟเฟคของการ์ด Oracle of Zefra เป็นการบ่งบอกถึงการเริ่มต้นใหม่นั่นเอง

- จากความหมายนี้ จะทำให้เข้าใจเรื่อง “โลกเป็นมิติเดียวแต่แรก” ได้ในบทความ มิติทั้งสี่ กับ การเห็นถึงหายนะที่แฝงเร้น

- สำหรับการเดินทาง หลังจากเดินทางฝ่าฝันอุปสรรคนานาประการ ในที่สุดก็ทำได้สำเร็จตามที่ต้องการแล้ว ก็ได้เวลากลับสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด หรือ จุดเริ่มต้นเสียที ในทางจิตวิทยา ไม่ว่าเราจะออกเดินทางไปที่ไหน อยู่ไกลเพียงใดก็ตาม ในที่สุดแล้ว คนเราก็มีความรู้สึกลึก ๆ ภายในที่อยากจะกลับบ้านเกิดอยู่ดี ถึงแม้ที่นั่นจะเป็นที่ ๆ ไม่อยากจะกลับไปเลยก็ตาม นอกจากว่า เราได้คลี่คลายปมในใจทั้งหมดที่มี อันเกิดภายในบ้านเกิดนั้นแล้ว หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วล่ะว่า จะทำเช่นไรต่อไป (อิสรเสรี)

* ดังสำนวนที่ว่า “สูงสุดคืนสู่สามัญ Back to Basic” เมื่อทุกอย่างดำเนินมาจนถึงจุดสูงสุด หรือถึงที่สุดแล้ว ก็จะกลับมายังจุดเริ่มต้น อันเป็นธรรมดาสามัญเสมอเป็นสัจธรรมของชีวิต

 

***********************************

เนื่องจากยูกิโอ ภาค Arc-V มีมิติทั้งหมด 4 มิติ และคำกล่าวที่ว่า “กลับสู่จุดเริ่มต้น” จากความหมายของการอัญเชิญพิธีกรรม ทำให้ผมนึกถึงกีฬาประเภทหนึ่งที่นิยมกันมากในญี่ปุ่น นั่นก็คือ เบสบอล และนำมาทำเป็นแผนภาพได้ดังนี้

- เอฟเฟค: มีตัว A พิมพ์ใหญ่อยู่ด้านบน หมายถึง Alpha ซึ่งเป็นอักษรตัวแรกในภาษากรีกและภาษาอังกฤษ สื่อถึงจุดเริ่มต้น

- พิธีกรรม: มีตัว Ω โอเมกา [Omega] อยู่ด้านบน ซึ่งเป็นอักษรที่ 24 ตัวสุดท้ายในอักษรกรีก สื่อถึงการสิ้นสุด สุดท้าย จบสิ้น อวสาน เป้าหมาย จุดหมายปลายทาง ลงเอย

จากเอฟเฟคของมอนสเตอร์พิธีกรรม Elemental Mistress Doriado ที่ว่า “ธาตุของการ์ดนี้ นับเป็นธาตุ ลม น้ำ ไฟ และดิน เช่นกัน ขณะที่หงายหน้าบนสนาม” หมายความว่า การ์ดนี้เมื่ออยู่บนสนาม จะมีถึง 5 ธาตุพร้อมกัน (รวมธาตุแสง) เธอปรากฏตัวให้เราได้ยลโฉมในตอนที่ 1 ของภาค Arc-V โดยเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาให้กับสถาบันสอนดูเอล ที่สอนการอัญเชิญพิธีกรรมเป็นหลัก

จากการที่มี 5 ธาตุพร้อมกัน รวมถึงเป็นการ์ดมอนสเตอร์พิธีกรรม ถ้ารวมกับข้อมูลของการเดินทางนี้ด้วย ก็จะตรงกันพอดี (บรรจบครบรอบ โดยมีพิธีกรรมเป็นลำดับที่ 5)

จากหมวกของเธอ บนหน้าผากจะมีสัญลักษณ์รูปดาว 5 แฉก เปรียบกับ 5 ธาตุนั่นเอง เหมือนดาวฤกษ์ที่ให้แสงสว่างตามธาตุหลักที่เธอมี

* มอนสเตอร์เอฟเฟค และมอนสเตอร์พิธีกรรม จะอยู่รวมกันในกรอบรูปห้าเหลี่ยมเช่นเดียวกับแผ่นโฮม [Home Plate] ในสนามเบสบอล ที่เป็นทั้งจุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุดเมื่อวิ่งครบรอบเพื่อทำคะแนน

ซึ่งเหล่ามอนสเตอร์ Chaos ก็มักจะเกี่ยวข้องกับจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด หรือ ธาตุแสงและธาตุมืด และต่างก็มีทั้งมอนสเตอร์เอฟเฟคและมอนสเตอร์พิธีกรรม โดยเปรียบเทียบให้เห็นดังนี้

มอนสเตอร์เอฟเฟค ธาตุแสง สีแดงหรือส้ม สีโทนร้อน จุดเริ่มต้น การสร้าง

มอนสเตอร์พิธีกรรม ธาตุมืด สีฟ้าหรือน้ำเงิน สีโทนเย็น จุดสิ้นสุด การทำลาย

- ปกติ [Normal] เลข 0 อยู่ตรงกลาง เปรียบดังดาวฤกษ์ คือ พระอาทิตย์ ที่มีดาวเคราะห์ต่าง ๆ เป็นบริวาร สื่อถึงมังกรเทพรา สุริยเทพที่เคยกล่าวไปแล้ว โดยการอัญเชิญแบบพิเศษจะอยู่นอกเหนือจากการอัญเชิญแบบปกติ จึงเหมือนกับการโคจรโดยรอบที่มีพระอาทิตย์อยู่ท่ามกลางการอัญเชิญเหล่านั้น

- เพนดิวลัม: แล้วการอัญเชิญประเภทนี้จะอยู่ตรงไหนกันล่ะ!?

จากที่ได้กล่าวไปแล้วว่า การอัญเชิญเพนดิวลัม คือ ตัวเชื่อมต่อ Standard และ Extra เข้าด้วยกัน ดังนั้น การอัญเชิญเพนดิวลัม ถึงแม้จะเริ่มต้นจาก Standard แต่ก็มีพลังที่สามารถเชื่อมต่อไปยัง Extra ได้ อาจกล่าวได้ว่า ไม่ได้อยู่ที่ไหนเป็นหลัก และไปได้หมดทุกที่ ตามพลังที่มีจากการอัญเชิญ

 

*** Pendulum: Connection หมายความว่า การเชื่อมต่อ เชื่อมโยง การติดต่อ ความสัมพันธ์ ความผูกพัน สายสัมพันธ์ เกี่ยวเนื่อง หรือ สะพาน อย่างที่เคยกล่าวไปแล้วในบทความ ดวงตา กับ เลขฐานแปด (4)

จากการที่ตัวเอกของภาคนี้ ยูยะ ใช้การแสดงเป็นธีมเด็คของตนเอง และเป็นผู้บุกเบิกหรือริเริ่มการอัญเชิญเพนดิวลัม ดังนั้น มอนสเตอร์เพนดิวลัม ขณะอยู่ในมอนสเตอร์โซนก็เป็นนักแสดง (แนวหน้า) และขณะอยู่ในเพนดิวลัมโซนก็เป็นผู้ทำงานเบื้องหลัง อำนวยการแสดง หรือ ให้การสนับสนุน (กองหนุน)

ความหมายหนึ่งจากคำพ้องเสียงของชื่อ เรย์จิ ในภาษาญี่ปุ่นก็คือ 零時 Reiji แปลว่า เที่ยงคืน หมายถึง การครบรอบหนึ่งวัน (24 ชั่วโมง) เป็นทั้งเลข 0 และเลข 12 เป็นทั้งจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของวัน และนั่นก็ทำให้เข้าใจได้ว่า ธีมเด็คของเขาจึงเกี่ยวข้องกับการสิ้นโลก

จากแผนภาพนี้ที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง และความหมายของชื่อเรย์จิ “การครบรอบ” ก็จะหมายถึงบุคคลสำคัญต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับแนวคิด “ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล” ที่อยู่ในธีมเด็คของเขาอีกด้วย

สำหรับความหมายในการเดินทาง จากการได้รู้จักผู้คนมากมาย แน่นอนว่าจะต้องมีสัมพันธ์พิเศษกับใครบางคนหรือบางกลุ่ม จนสามารถพึ่งพาอาศัยขอให้พวกเขาช่วยเหลือสนับสนุนให้กับเราได้ในยามคับขัน หรือให้คำปรึกษาหารือ ให้กำลังใจกันและกัน ฯลฯ โดยอาจตีความได้อีกอย่างว่า การมีเส้นสาย การใช้เส้นสาย การเล่นเส้นสาย ระบบอุปถัมภ์ หรืออาจเลยไปถึงการเล่นพรรคเล่นพวกไปเลยก็ได้ ถ้าใช้ไปในทางที่ไม่ดี

ตัวอย่างการ์ดที่บ่งบอกความหมายของเพนดิวลัม

Dark Doriado เธอเป็นมอนสเตอร์ธาตุมืด และมีเอฟเฟคสนับสนุนมอนสเตอร์ธาตุอื่นทั้ง 4 ทั้งขณะที่อยู่ในมอนสเตอร์โซนและเพนดิวลัมโซน จากเอฟเฟคของเธอ เป็นการบ่งบอกถึงความหมายของเพนดิวลัมได้ชัดเจนดังที่ได้กล่าวไปแล้ว

Amorphous Persona และ Odd-Eyes Advent การ์ดทั้งสองใบนี้ ต่างก็ใช้มอนสเตอร์เพนดิวลัม เพื่ออัญเชิญมอนสเตอร์พิธีกรรมลงมา

* จากชื่อมังกร Odd-Eyes ของยูยะในมังงะ

Odd-Eyes Phantom Dragon - Phantom ภาพหลอน

Odd-Eyes Mirage Dragon – Mirage ภาพลวงตา

Odd-Eyes Persona Dragon – Persona หน้ากาก (ในทางจิตวิทยา คือ อีกตัวตนหนึ่งที่แสดงออกมาให้คนอื่นเห็นและรู้จัก เพื่อปิดบังตัวจริงว่าเป็นคนอย่างไร)

จะเห็นได้ว่า ความหมายจะออกไปทางน่ากลัวหน่อย แต่โดยแท้แล้ว เป็นการขยายความจากชื่อมังกร Odd-Eyes Pendulum Dragon หรือก็คือ ขยายความ เพนดิวลัม จากที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา แต่สัมผัสได้ด้วยใจ (มองเห็นแต่มองไม่เห็น: สายสัมพันธ์) เพราะดวงตาที่เห็นภาพ มักจะหลอกความรับรู้ของเราได้เสมอ ถ้าเราไม่รู้ความจริงของสิ่งนั้น

และสีตามร่างกายของทั้งสาม เมื่อรวมกัน หรือ วาง Mirage และ Persona ในเพนดิวลัมโซน และมี Phantom อยู่บนมอนสเตอร์โซนแล้ว จะตรงกับสีลูกแก้วตามร่างกายของ Odd-Eyes Pendulum Dragon อีกด้วย

สีทั้งสาม แดง เขียว น้ำเงิน คือ แม่สีของแสงที่สะท้อนกับวัตถุ ทำให้เราเห็นภาพเป็นสีต่าง ๆ ซึ่งจากชื่อของมังกรทั้งสามจะเกี่ยวข้องกับการมองเห็นที่เกิดจากตาคนเราทั้งสิ้น

                Odd-Eyes Rebellion Dragon และ Nirvana High Paladin การ์ดทั้งสองนี้ เมื่อถูกทำลายด้วยการต่อสู้ หรือ เอฟเฟคของการ์ด จะไปวางที่เพนดิวลัมโซนแทน ทั้งสองต่างก็เป็นมอนสเตอร์เพนดิวลัมตัวแรกของการอัญเชิญแบบพิเศษนั้นที่ได้เชื่อมถึงกัน

* มอนสเตอร์ทั้งหมดที่กล่าวไปข้างต้น ต่างก็เป็นธาตุมืด เพราะการอัญเชิญเพนดิวลัมจะไม่อยู่ที่ใดเป็นหลักแหล่ง (แกว่งไกว) มีเอฟเฟคสนับสนุนจากการอยู่เบื้องหลัง (เพนดิวลัมเอฟเฟค) และสามารถเชื่อมไปยังทุกการอัญเชิญได้

* ทำไมถึงเป็นการอัญเชิญพิธีกรรม? คำถามจากแผนภาพ [1]

เพราะการอัญเชิญเพนดิวลัมไม่ได้อยู่ที่ไหนเป็นหลักแหล่งแน่นอน เนื่องจากต้องเคลื่อนไหวไปมาอยู่ตลอด (แกว่งไกว) และแฝงเร้นซ่อนอยู่เบื้องหลัง (ธาตุมืด) เป็นตัวเชื่อมต่อทุกการอัญเชิญเข้าด้วยกัน ดังนั้นการอัญเชิญแบบพิเศษที่เหลืออยู่ ก็เลยตกเป็นของการอัญเชิญพิธีกรรมที่อยู่ในวงกลม Standard ไป แต่ทว่า ก็ยังจำเป็นต้องใช้มอนสเตอร์เพนดิวลัมมาช่วยเสริมด้วยในการอัญเชิญมอนสเตอร์พิธีกรรม

* ถ้าตอบมาแบบนั้น แล้วมอนสเตอร์เอฟเฟคอย่างเช่น Odd-Eyes Saber Dragon ล่ะ ก็อัญเชิญแบบพิเศษได้เหมือนกัน (ในกรณีที่คิดว่า Odd-Eyes Gravity Dragon ทำไมไม่เป็นมอนสเตอร์เอฟเฟค)  

เพราะเนื่องจากมอนสเตอร์เอฟเฟคเป็นลูกผสมการอัญเชิญแบบปกติและแบบพิเศษ จึงไม่สามาถกล่าวได้อย่างเต็มที่ว่าจะกลายเป็นมอนสเตอร์เอฟเฟคได้ พูดอีกอย่างก็คือ การอัญเชิญพิธีกรรมเป็นการอัญเชิญพิเศษแบบเต็มตัวหรือตรงตัวโดยแท้ เพียงแต่ไม่ได้อยู่ในเอกซ์ทราเด็ค

อีกอย่าง เนื่องจากความหมายของการอัญเชิญพิธีกรรมจากในแผนภาพ [3] “กลับสู่จุดเริ่มต้น” ลูกตุ้มเพนดิวลัม ไม่ว่าจะเริ่มแกว่งช้าหรือเร็วแรงเพียงใด สุดท้ายแล้วเมื่อหมดแรงกระทำ ก็จะหยุดอยู่ตรงกลาง ณ จุดสมดุลตามแรงโน้มถ่วงของโลกเสมอ

* สนามเบสบอล มีรูปทรงเป็นรูปพัด และมีรูปเพชร หรือ ข้าวหลามตัดอยู่ภายใน โดยแผนภาพที่ผมทำขึ้น คือส่วนภายในที่เป็นรูปเพชร หรือ ข้าวหลามตัด ซึ่งหมายความว่า การอัญเชิญเพนดิวลัมที่มีสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ที่กล่าวไปแล้วอยู่ติดกันคือ <> เมื่อยืดออกไปทั้งสองข้าง ก็จะกลายเป็นรูปหกเหลี่ยม

และนั่นก็หมายความว่า เพนดิวลัม เป็นรูปโครงสร้างที่เกิดขึ้นจากการอัญเชิญพิเศษแบบอื่น ๆ ทั้งหมด ที่โคจรมาพบกันจนเกิดเป็นรูปเพชรหรือข้าวหลามตัดนั่นเอง (4 ธาตุ รวมกันจนกลายเป็นเพชร: เพชรส่องสว่างทางปัญญา [The Illuminati Diamond])

* *

ยังมีต่อ ► http://terrato.exteen.com/20160326/entry-1-2

 

Comment

Comment:

Tweet