บทนี้เป็นบทความสั้น ๆ ที่ผมทยอยบันทึกข้อมูลเก็บไว้ทีละเล็กทีละน้อย ฝากไว้ให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกัน มีอะไรเสนอหรือแนะนำเพิ่มเติมก็บอกได้เลยนะครับ ขอบคุณที่ติดตามมาอย่างยาวนานครับผม
 
การอัญเชิญแบบพิเศษจากเอกซ์ทราเด็ค ประกอบไปด้วย (พร้อมสีพื้นหลังของการ์ด)
 
1. เพนดิวลัม - ส้ม (เขียว)
2. ฟิวชั่น - ม่วง
3. ซิงโคร - ขาว
4. เอกซ์ซีส - ดำ
 
สีพื้นหลังของการ์ดเพนดิวลัม กับ การ์ดฟิวชั่น คือ สีขั้นที่สอง (สีทุติยภูมิ) ที่เกิดจากสีหลัก (สีปฐมภูมิ) ทางวัตถุทั้งสามสี คือ แดง เหลือง น้ำเงิน โดยใช้สีหลักผสมกันสองสี
 
สีพื้นหลังของการ์ดซิงโคร กับ การ์ดเอกซ์ซีส คือ
 
- สีขาว คือ แม่สีทางแสงประกอบด้วยสีแดง เขียว น้ำเงิน ผสมด้วยปริมาณเท่ากัน หรือ แสงที่ส่องผ่านปริซึม ปรากฏออกมาเป็นแถบสเปคตรัม 7 สีต่อเนื่องกัน เมื่อปรากฏบนท้องฟ้าเรียกกันว่า สีรุ้ง ประกอบไปด้วยสีแดง ส้ม เหลือง เขียว น้ำเงิน คราม ม่วง
 
- สีดำ คือ สีปฐมภูมิ แม่สีทางวัตถุแบบลบ (ทึบแสง) คือ แดง เหลือง น้ำเงิน ผสมสามสีด้วยปริมาณที่เท่ากัน
 
เรามักจะเห็นความสัมพันธ์กันระหว่างสองการอัญเชิญ คือ เพนดิวลัม กับ ฟิวชั่น และ ซิงโคร กับ เอกซ์ซีส ภายในเรื่องอยู่เสมอ
 
 
เมื่อนำการอัญเชิญทั้งหมดมารวมตัวกัน จะทำให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมาเป็นอย่างที่ 5 เช่น
 
 
Supreme King Dragon Zarc
 
- การ์ดฮาโอริว ซาร์ค ในอนิเมะที่รวมการอัญเชิญทั้งหมด เรียกว่า โทโกโชคัง <統合召喚>
 
統合 tougou แปลว่า รวมตัวเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว [integration; unification; synthesis]
 
 
จาก 1 แยกออกเป็น 4 ส่วน [Quarter]
 
หรือหมายถึง กลุ่มหนึ่งที่ประกอบไปด้วยจำนวน 4 [Quartet] อย่างเช่น การ์ด Wonder Quartet ที่เหมือนจะบอกใบ้ให้เรารู้ก่อนล่วงหน้า ไม่เพียงเท่านั้น นอกจากการ์ดนี้แล้ว ได้บอกไว้มาก่อนหน้านั้นอีก โดย Elemental Mistress Doriado เธอปรากฏตัวครั้งแรกบนป้ายโฆษณาของสถาบันสอนดูเอลแบบพิธีกรรมในตอนที่ 1 (เฉพาะพากย์เสียงญี่ปุ่น) เอฟเฟคของเธอ คือ ธาตุของเธอโดยปกติจะเป็นธาตุแสง แต่เมื่อเธอหงายหน้าอยู่บนสนาม เธอจะเพิ่มธาตุพื้นฐานทั้งสี่ธาตุเข้าไปด้วย (ดิน น้ำ ไฟ ลม) ทำให้เธอมีถึง 5 ธาตุในขณะเดียวกัน
 
หมายเหตุ: สัญลักษณ์บนหมวกของเธอเป็นรูปดาว 5 แฉก
 
 
ภาพเธอบนป้ายโฆษณาสถาบันดูเอลในตอนที่ 1
 
เรามักจะเห็นว่า การ์ดต่าง ๆ ในภาคนี้จะเกี่ยวข้องกับเลข 5 หรือ จำนวน 5 อยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น
 
- เอฟเฟคของมังกรมิติ มีผลต่อมอนสเตอร์เลเวล 5 ขึ้นไป
 
- Xiangke & Xiangsheng Magician จอมเวทย์ก่อเกิด - ควบคุม / เสริม - ข่ม มาจากหลัก 5 ธาตุจีน
 
- Entermate Sky Magician ท้องฟ้า (โปร่ง) หรือ อากาศบริสุทธิ์ ในธาตุคลาสสิคของกรีกโบราณ เป็นธาตุที่ 5 นอกเหนือจากดิน น้ำ ไฟ และลม อากาศธาตุมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Aether, Ether (อีเทอร์) เรียกเป็นชื่อภาษาละตินว่า Quintessence แปลว่า แก่นแท้ หัวใจ แก่นสาร (Quint แปลว่า ที่ 5) นอกจากนั้น บนหมวกและตามชุดของเขายังมีสัญลักษณ์ที่ปรากฏบนไพ่ทั้งสี่ โดยที่แต่ละชนิดจะแทนด้วยธาตุคลาสสิค คือ ข้าวหลามตัด (ดิน) โพแดง (น้ำ) ดอกจิก (ไฟ) โพดำ (ลม) การที่เขาถือห่วงเหล็ก [Chinese Linking Rings] หมายถึง ความสัมพันธ์ร่วมกันของทั้งสี่ ทำให้ก่อเกิดสิ่งใหม่เพิ่มขึ้นมาเป็นอย่างที่ 5
 
- Dueltaining เมื่อผู้เล่นทำตามเงื่อนไขได้ครบ 5 หรือเกี่ยวกับ 5 ในเทิร์นเดียว ก็จะได้จั่วการ์ดถึง 2 ใบ
 
- Rank-Up-Magic Limitover Force เป็นรูปดาวห้าแฉก เอฟเฟคของการ์ดแสดงถึงพลังที่มียิ่งกว่าปกติ
 
- Entermate Five-Rainbow Magician จอมเวทย์ 5 รุ้ง มีเอฟเฟคเกี่ยวกับการ์ดจำนวน 5 ใบ ทั้งสองฝ่าย
 
- Clear Kuriboh การ์ดนี้ปรากฏในภาค The Dark Side of Dimensions ซึ่งออกฉายในช่วงที่ภาค Arc-V กำลังฉายอยู่ ในภาพจะเห็นเปลือกนอกของคุริโบแตกออกเป็นสี่ส่วน แล้วปรากฏคุริโบตัวใหม่ที่อยู่ภายในตามเอฟเฟคของการ์ดนี้ มอนสเตอร์ใหม่จะปรากฏตัวออกมาเพื่อช่วยเหลือในยามคับขัน
 
* * * * * *
 
 
แรงเหวี่ยงจากการแยกตัว กลายเป็นการอัญเชิญเพนดิวลัม
 
     สรุป "การอัญเชิญเพนดิวลัม" เกิดจากการที่ซาร์คถูกเรย์ใช้การ์ดพลังธรรมชาติทั้งสี่แยกออกเป็นสี่ส่วนเหมือนกัน ทำให้เกิดแรงเหวี่ยงของพลังทั้งสี่ที่ถูกแยกนั้น ก่อให้เกิดพลังใหม่ขึ้น นั่นก็คือ การอัญเชิญเพนดิวลัม เปรียบกับการแกว่งของตุ้มถ่วงที่เคลื่อนที่ไปทั่วรอบทิศ ทั้งสี่ทิศตรง (สี่ทิศหลัก) รวมกับสี่ทิศเฉียง ทั้งหมดเป็นแปดทิศทาง เข้ากับชื่อยูยะ (คำว่า ยะ แปลว่า แปด อีกความหมายคือ ลูกศร)
 
และถึงแม้จะถูกทำลายไปแล้ว ก็จะคืนชีพกลับมาได้เสมอ เสมือนมอนสเตอร์เพนดิวลัมเมื่อถูกส่งลงสุสาน ก็จะไปหงายหน้าอยู่บนเอกซ์ทราเด็ค พอเทิร์นถัดไปก็สามารถกลับมาได้อีก เปรียบเหมือนกับซาร์คที่คืนชีพกลับมาได้เรื่อย ๆ
 
นี่คือ จุดเด่นของภาคนี้ ที่นำลักษณะการอัญเชิญแต่ละประเภทที่แตกต่างกันมาใช้กับพลังที่มีอยู่ในตัวละครแต่ละคน
 
ยูยะ / ซาร์ค - เพนดิวลัม
(ถึงแม้จะเจอเรื่องเลวร้ายเพียงใด ก็จะยิ้มรับได้เสมอ นำพาผู้คนไม่ว่าเป็นใครให้ยิ้มไปด้วยกัน / คืนชีพกลับมาได้ตลอด)
 
ยูโตะ - เอกซ์ซีส
(อยู่ภายในตัวยูยะ กระตุ้นพลังส่วนลึกภายใน เปรียบกับการถอดโอเวอร์เลย์ยูนิต เมื่อใช้เอฟเฟค)
 
ยูโกะ - ซิงโคร (การกระทำสอดคล้องกัน)
 
ยูริ - ฟิวชั่น (กลืนกินอีกฝ่ายรวมเข้ากับตัวเอง)
 
นอกจากนี้ การอัญเชิญเพนดิวลัม ยังเกี่ยวข้องกับ Spacetime (เวลา - ปริภูมิ) อีกด้วย เช่น
 
- Stargazer & Timegazer Magician จอมเวทย์ดูดาว - ดูเวลา โดยปกติดวงดาวเราจะเขียนเป็นรูปดาว 5 แฉก ดาวรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นดาวเคราะห์หรือดาวฤกษ์ต่างก็ล่องลอยอยู่ในอวกาศ [Space] ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงดาวก็ต้องมีอวกาศเป็นแบ็คกราวด์เสมอ สำหรับฟิสิกส์ใหม่ Spacetime กาล-ปริภูมิ เป็นสิ่งเดียวกัน ไม่สามารถแยกออกจากกันได้
 
- Astrograph & Chronograph Sorcerer จอมเวทย์ถ่ายภาพดาว - บันทึกเวลา แน่นอนว่า เมื่อเห็นเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ก็ต้องมีการเก็บบันทึกข้อมูล เพื่อไว้อ้างอิงและศึกษากันต่อไป
 
- Pendulumgraph of Ages & Pendulumgraph of Spacetime ยุคสมัย - กาล-ปริภูมิ ของบันทึกเพนดิวลัม เมื่อกาลเวลาผ่านไป การจดบันทึกเหตุการณ์สำคัญในอดีตจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ในช่วงยุคสมัยต่าง ๆ ให้ชนรุ่นหลังได้เรียนรู้และศึกษาร่วมกันต่อไป
 
ทำไมต้องกล่าวถึง Spacetime เพราะตุ้มถ่วงเพนดิวลัมต้องอาศัยพื้นที่ในการแกว่งไกว จากปลายขั้วด้านหนึ่งไปยังอีกขั้วด้านหนึ่ง ต้องอาศัยระยะเวลา ดังนั้น เราต้องกล่าวถึง Spacetime ร่วมด้วยเสมอ เมื่อพูดถึงเพนดิวลัม
 
เมื่อยูยะออกเดินทางไปในมิติต่าง ๆ เพื่อเชื่อมสายสัมพันธ์กับผู้คนแต่ละมิติ ให้สามารถยิ้มออกมาได้ด้วยใจจริง ด้วยเอนทาเมทดูเอลในแบบฉบับของเขา ดังนั้น เพนดิวลัม คือ การเชื่อมสายสัมพันธ์อันดีต่อกันระหว่างผู้คน มอนสเตอร์ และภายในจิตใจของตัวเขาเองอีกด้วย
 
 

โลกและมิติในยูกิโอ

posted on 16 Nov 2016 10:38 by terrato in Knowledge directory Cartoon, Knowledge, Idea

     ก่อนจะทำความเข้าใจกับบทความนี้ ลองอ่านทบทวนบทความเก่าที่เกี่ยวข้องได้ที่ลิงก์นี้เลยครับ

 

http://terrato.exteen.com/20141231/my-timeline-in-yugioh-arc-v 

http://terrato.exteen.com/20150409/arc-v 

 

     เรามาเริ่มกันที่ภาคแรก Duel Monsters ในภาคนี้จะเน้นหรือได้รับอิทธิพลมาจากโลกในอดีต สมัยอียิปต์ช่วงที่ฟาโรห์ไร้นามปกครองอยู่ ดังนั้น เรื่องนี้จึงมีไทม์ไลน์เดียวกัน
 
ภาค GX เป็นภาคแรกที่ไปยังโลกหรือมิติอื่นแบบเต็มตัว ซึ่งมีทั้งหมดถึง 12 มิติ (รวมโลกมนุษย์ด้วย) แต่ถ้าตามที่ดาร์คเนส บอสคนสุดท้ายของภาคนี้ได้บอกไว้ว่า เมื่อจักรวาลกำเนิด ได้แยกออกเป็นแสงสว่างและความมืด จักรวาลจึงเปรียบเสมือนการ์ดใบหนึ่งที่มีทั้งหน้าและหลัง ดังนั้น มิติทั้ง 12 จะเปรียบกับด้านหน้าของการ์ด ส่วนมิติแห่งความมืดที่อยู่ระหว่างโลกหรือมิติเหล่านั้น เสมือนด้านหลังของการ์ดที่ปิดบังบางสิ่งเอาไว้ สรุปแล้ว ภาคนี้จะแบ่งโลกเป็นรูปแบบใหญ่ ๆ ได้ 2 รูปแบบด้วยกัน
 
ภาค 5D's ในช่วงภาคดาร์คซิกเนอร์ จะเกี่ยวข้องกับอารยธรรมในอเมริกากลางและใต้ในอดีต เช่น เผ่ามายา เผ่าอินคา และเผ่าอัซเต็ก [Aztec]
 
ส่วนภาคอิเลียสเตอร์ [Yliaster] เป็นภาคที่มีคนจากอนาคตต้องการกลับมาแก้ไขอดีตที่ผิดพลาดของตนเอง
 
ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่า เป็น 3 ช่วงเวลาของไทม์ไลน์เดียวกัน คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต
 
สามภาคแรก จึงเป็นไทม์ไลน์หรือโลกเดียวกันทั้งหมด ดังจะได้เห็นว่า ตัวเอกทั้งสามคนได้มาพบกันและดูเอลกับพาราด็อกซ์ในภาคมูวี่
 
 
                                            Worldline of Yugioh
 
 
     ภาค ZeXaL ภาคต่อมาในซีรีส์ชุดที่ 4 ของยูกิโอ เราจะไม่เห็นตัวละครจากภาคเก่าเลย ถึงแม้จะมีมอนสเตอร์จากภาคเก่าอยู่ก็ตาม แต่จะไม่มีมอนสเตอร์ซิงโครปรากฏให้เห็นในเรื่องนี้เลย ดังนั้น ต่อจากนี้จะเป็นสมมุติฐานส่วนตัวของผม ในการอธิบายภาพข้างบนสำหรับบทความนี้นะครับ
 
*** ความเห็นต่อจากนี้เป็นความเห็นโดยส่วนตัวเพียงเท่านั้น ***
 
     หลังจากจบภาค 5D's แล้ว โลกก็พบกับสันติสุข ต่อด้วยซีรีส์ชุดใหม่อย่างภาค ZeXaL ทุกอย่างในโลกนี้จะถูก "รีเซท" ใหม่ทั้งหมด และ "รีบูท" กลับมาอีกครั้ง โดยได้อิทธิพลจากสองภาคแรกเพียงเท่านั้น แต่จะไม่มีตัวละครจากภาคเหล่านั้นอยู่เลย ผมเรียกกรณีแบบนี้ว่า เปลี่ยน "เวิลด์ไลน์ [Worldline] " ใหม่ แล้วเวิลด์ไลน์คืออะไร..
 
เวิลด์ไลน์ [Worldline] คือ ลำดับของเหตุการณ์ หรือ เส้นเวลา [Timeline] ของวัตถุ หรือ ผู้สังเกตที่มีเส้นทางหรือวิถีคล้ายคลึงกัน แต่ด้วยเวลาที่ต่างกัน จึงทำให้เกิดประวัติศาสตร์แตกต่างกันไป หรือ เมื่อวัตถุ หรือ ผู้สังเกตโคจร หรือ เดินทางกลับมาสู่จุดเริ่มต้น แต่ด้วยเวลาที่ต่างกัน ทำให้ไม่สามารถทับเส้นทางเดิมที่มีแต่ต้นได้ (ในแผนภูมิกราฟ จึงต้องกำกับเวลาขึ้นมาอีกมิติหนึ่ง นอกเหนือจากการบอกตำแหน่ง เพื่ออ้างอิงตำแหน่งที่ต่างออกไปในพื้นที่นั้น)
 
ยกตัวอย่าง ดาวเคราะห์โคจรเป็นวงรี เมื่อโคจรรอบดาวฤกษ์จนครบรอบ แน่นอนว่า เมื่อเริ่มรอบใหม่ ก็จะไม่โคจรทับรอยเดิมซ้ำอีก เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ เราจะเห็นวงโคจรเป็นขดเกลียว หรือ วงก้นหอย ซึ่งบางทีอาจจะโคจรใกล้เคียงกับเส้นทางเดิม แต่จะไม่มีทางเดินทับกับเส้นทางเก่า
 
เช่นนั้น จะทำให้ผู้สังเกตไม่เห็นเหตุการณ์เดิมซ้ำอีก ถึงแม้จะเป็นคนเก่า สถานที่เก่า เวลาที่ดูเหมือนจะเป็นเวลาเดียวกัน (กลางวัน-กลางคืน) แต่จะไม่เหมือนกับเหตุการณ์เก่าที่เคยเกิดขึ้นไปแล้วก่อนหน้านั้น
 
และด้วยเหตุนี้ บางคนจึงคิดว่า มันอาจทำให้เกิด "โลกคู่ขนาน" เราจะเห็นตัวอย่างจากที่อื่นได้มากมายไม่ว่าจะในนิยายวิทยาศาสตร์ ภาพยนตร์ไซไฟ หรือ แม้แต่การ์ตูนอนิเม เช่น เรื่อง "Stein Gate"
 
 
 
* * * * *
 
     ด้วยเหตุนี้ ภาค ZeXaL จึงเริ่มไทม์ไลน์ใหม่จากจุดเริ่มต้น โดยมีตัวละครใหม่ สถานที่ใหม่ แต่จะมีองค์ประกอบอื่นที่คล้ายกับภาคเก่าเพียงสองภาคแรกเท่านั้น เช่น มีวิญญาณสิงสถิตในตัวอย่างแอสทรัลคล้ายกับอเทม มีโลกหรือมิติอื่นมาเกี่ยวข้องนอกเหนือจากโลกมนุษย์ มีการอัญเชิญจากภาคเก่าหมดทุกอย่างยกเว้นการอัญเชิญซิงโคร (เพราะเส้นไทม์ไลน์เปลี่ยนไป) ดังนั้น เราอาจจะนำตัวละครจากภาคเก่ามาเทียบกันได้อยู่บ้าง ตามลักษณะนิสัยและองค์ประกอบของตัวละครเหล่านั้นที่คล้ายคลึงกัน
 
คราวนี้ พอมาภาค Arc-V จากความเข้าใจข้างต้น ทำให้เราเข้าใจได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่มีเพียง 3 โลก พอถึงช่วงไทม์ไลน์ที่ยาวไกลออกไปอีก จึงรวมของภาค 5D's และ ZeXaL เข้าไปด้วย ดังนั้น ภาคนี้จึงรีบูทกลับมาใหม่อีกครั้ง โดยรวมโลกของภาคเก่าทั้งสองที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกันเลยเข้าไปด้วย กลายเป็นเวิลด์ไลน์ใหม่อีกเส้นทางหนึ่ง
 
ดังนั้น ยูกิโอในซีรีส์ชุดต่อไป ถ้าเป็นกรณีแบบภาค ZeXaL และภาค Arc-V ก็อาจจะใช้เวิลด์ไลน์ที่กล่าวในบทความนี้มาอธิบายได้ แต่ไม่แน่ว่าบทเนื้อเรื่องอาจจะไม่คำนึงถึงองค์ประกอบเก่า ๆ และทำมาให้หลุดแปลกแหวกแนวไปจากเดิม ถ้าอย่างนั้น ก็คงต้องมาเริ่มคิดใหม่กันแล้วล่ะครับ...
 
*
 
* *
 
* * *
 
 
กำไลข้อมือของ 4 สาว
 
กำไลข้อมือแต่ละอัน จะมีลักษณะของอวัยวะมังกร ยกเว้นของยูสึ ดังนี้
 
 
 
** สลับมิติตรงข้ามกันจากรูปเพชร หรือ ข้าวหลามตัด **
 
           ฟิวชั่น
ซิงโคร ---+--- เอกซ์ซีส
       สแตนดาร์ด
 
ยูยะ-ตาสองสี (ส้ม+เขียว) <--> กำไลข้อมือของเซเลน่า ตากลมดวงเดียว ประดับอัญมณีสีม่วง [Standard <-> Fusion]
 
ยูโตะ-เขี้ยวดำ (ฟันหน้า หรือ ฟันตัดเหมือนกับงาช้าง) <--> กำไลข้อมือของริน รูปเขี้ยวใต้คาง ประดับอัญมณีสีเขียว [Xyz <-> Synchro]
 
ยูโกะ-ปีกใส <--> กำไลข้อมือของรูริ รูปปีกที่หันสลับกันสองด้าน ประดับอัญมณีสีเหลือง [Synchro <-> Xyz]
 
ยูริ-ฟันยาวแหลม (เขี้ยว) มีพิษ : สามรวมหนึ่ง (กลืนกินอีกสามรวมเข้ากับตัวเอง) <--> กำไลข้อมือของยูสึ รูปวงแหวนสองวงซ้อนกัน หรือ กากบาท โดยที่จุดตัดกันเป็นกลีบดอกไม้สามกลีบหมุนรวมกันสู่ศูนย์กลาง ประดับอัญมณีสีชมพู [Fusion <-> Standard]
 
 
**************************
 
 
4 ยูที่เรียกหาเพื่อรวมตัวกัน
 

พลังในตัวของยูชายทั้งสี่

ยูยะ - เชื่อมพลังยูอื่น [Pendulum: Link, Connect, Bridge, Bond]
ยูโตะ - ซ่อนลึกภายในตัวยูยะ [Xyz: Overlay Unit]
ยูโกะ - ประสานการกระทำพร้อมเพรียงกัน [Synchro: Tuner]
ยูริ - รวมยูอื่นเข้าด้วยกัน [Fusion]
 
เมื่อยูทั้งสี่อยู่พร้อมหน้ากัน รวมทั้งมังกรประจำตัวของพวกเขา ทั้งหมดก็จะเรียกหากันและกันเพื่อรวมเป็นหนึ่ง พร้อมกับความสามารถอื่นทั้งหมดเข้าด้วยกัน คือ
 
ความสามารถของยูโกะ - การกระทำเหมือนกันทั้งหมดสี่คน
ความสามารถของยูโตะ - เผยตัวตนส่วนลึกภายในที่ซ่อนในตัวยูยะ โดยยูอื่นแต่ละคนจะมีส่วนหนึ่งของซาร์ค ตัวตนลึกลับซ่อนอยู่ด้วย
ความสามารถของยูริ - รวมยูอื่นอีกสามเข้าเป็นหนึ่ง
ความสามารถของยูยะ- เชื่อมพลังของยูอื่น ทำให้แสดงความสามารถออกมาพร้อมกัน
 
ดังนั้น กำไลข้อมือของยูสึ ซึ่งมีพลังในการแยกยูชายออกจากกัน โดยย้ายคนที่อยู่ก่อนหน้าไปยังสถานที่อื่น เมื่อยูอีกคนเข้ามาใกล้ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขามีโอกาสมารวมตัวกันได้นั่นเอง เหมือนกับการแกว่งของลูกตุ้มโมเมนตัม [Newton's Cradle : ลูกตุ้มของนิวตัน]
 
 
เมื่อยูอีกคนเข้าใกล้ ยูคนก่อนหน้าจะหายไปยังสถานที่อื่น
 
*
 
* *
 
* * *
 
* *
 
*
 
 
เลโอกับการ์ดเวทมนตร์ 4 ใบในมือ จาก OP6
 
     การ์ดทั้ง 4 ใบที่เลโอสร้างขึ้น ได้ซึมซับพลังงานบริสุทธิ์ของธรรมชาติ ซึ่งน่าจะมาจาก 4 ความงามของธรรมชาติ ที่ปรากฎอยู่บนกำไลข้อมือของสี่สาว นั่นคือ
 
ฮิอิราหงิ ยูสึ - มิติสแตนดาร์ด - ธีมเด็ค สาวนักร้อง - ดอกไม้
คุโรซากิ รูริ - มิติเอกซ์ซีส - ธีมเด็ค นกร้องเพลง - นก
ริน - มิติซิงโคร - ธีมเด็ค แม่มดสายลม - สายลม
เซเลน่า - มิติฟิวชั่น - ธีมเด็ค แสงจันทร์ - จันทรา
 
 
 
【花鳥風月】 แต่ละตัวอักษร หมายถึง ดอกไม้ วิหค(นก) สายลม จันทรา
อ่านว่า Kachou Fuugetsu (คาโจ ฟูเกทสึ) หมายถึง ความสวยงามแห่งธรรมชาติ ธรรมชาติอันสวยงาม ธรรมชาติอันงดงาม “beauties of nature”
 
รูปแบบดั้งเดิมของความงามตามธรรมชาติในสุนทรียภาพแบบญี่ปุ่น
“the traditional themes of natural beauty in Japanese aesthetics”
 
ความหมายโดยทั่วไป คือ สัมผัสความงามของธรรมชาติ การจะทำเช่นนั้นได้ ก็จงรับรู้ด้วยตัวคุณเอง “experience the beauty of nature, and in doing so learn about yourself”
 
มักปรากฏในศิลปะดั้งเดิมของจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีอย่างเช่น วาดภาพ บทกวี และคัดอักษร
สำหรับจีน เรียกว่า สามสมบูรณ์ (sanjue 三絕) [The Three Perfections: Chinese Painting, Poetry and Calligraphy]
 
 
* * * * * * * * * * * * * * * *
 
ความงามของธรรมชาติทั้งสี่ เป็นการบ่งบอกถึงฤดูกาลของประเทศญี่ปุ่นในแต่ละปี คือ
 
ดอกไม้ - ฤดูใบไม้ผลิ (ฮารุ) ช่วงเดือน มีนาคม - พฤษภาคม หลังจากผ่านช่วงหน้าหนาวไปแล้ว ต้นไม้ใบหญ้าที่เคยแห้งเหี่ยวเฉาลงไป ก็จะกลับมาฟื้นฟูเจริญเติบโตงอกงามอีกครั้ง ประเทศญี่ปุ่นในช่วงนี้จะเป็นช่วงเทศกาลชมดอกไม้ที่เรียกว่า "ฮานามิ" ชาวญี่ปุ่นจะนิยมชมดอกซากุระกันมากกว่าดอกไม้ชนิดอื่น ๆ ซึ่งจะบานแค่ปีละครั้งเท่านั้น ครั้งละประมาณหนึ่งอาทิตย์ ผู้คนก็เลยถือโอกาสนี้ให้เป็นเทศกาลชมดอกซากุระ พร้อมกับเป็นการสังสรรค์ประจำปีกันเลยทีเดียว
 
 
 
นก - ฤดูร้อน (นัตซึ, นัตสึ) ช่วงเดือน มิถุนายน - สิงหาคม เป็นการเริ่มต้นปลูกข้าวของชาวนา อากาศเริ่มอุ่นขึ้นเรื่อย ๆ นกเป็นสัตว์ปีก สัตว์ปีกเป็นสัตว์เลือดอุ่น ฤดูนี้แทบเป็นสวรรค์ของเหล่าสัตว์ปีกเลยทีเดียว เนื่องจากอุณหภูมิภายในตัว มีความใกล้เคียงกับสิ่งแวดล้อม 39-40 องศาเซลเซียส และหากเย็นเกินกว่า 25 องศาลงไป จะพบว่า นกเริ่มมีอาการสั่นจนต้องหาแหล่งความร้อนอื่นกันเลยทีเดียว ดังนั้น ไม่ว่าที่ไหนในโลกที่มีฤดูร้อน พอถึงฤดูนี้ มักจะได้ยินเสียงนกร้องเพลงมากกว่าฤดูอื่น
 
 
 
จันทรา - ฤดูใบไม้ร่วง (อากิ, อาขิ) ช่วงเดือน กันยายน - พฤศจิกายน ฤดูแห่งสีสัน ต้นไม้เริ่มผลัดใบจากเขียวเป็นแดง ส้ม เหลือง แล้วก็ร่วงลงสู่ดิน ช่วงกลางฤดูนี้เป็นช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ของญี่ปุ่น ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน โดยไหว้ด้วยขนมที่ทำจากโมจิสีขาว และปั้นเป็นลูกกลม ๆ แทนพระจันทร์กลมสวยสว่างในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง บางที่ก็มีการปั้นโมจิเป็นรูปกระต่ายตามตำนานกระต่ายตำข้าวบนดวงจันทร์ด้วย
 
 
 
สายลม - ฤดูหนาว (ฟุยุ) ช่วงเดือน ธันวาคม - กุมภาพันธ์ หลังจากฤดูใบไม้ร่วงผ่านไปแล้ว ลมหนาวก็เริ่มมาเยือน อากาศเย็นลงและมีหิมะตก ภูมิประเทศก็จะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ โดยเฉพาะภาคเหนือ น้ำในแม่น้ำและทะเลสาบ บางแห่งจะกลายเป็นน้ำแข็ง ช่วงนี้คนญี่ปุ่นนิยมไปเที่ยวแช่น้ำพุร้อนกันมาก และวันสำคัญที่พวกเขาถือว่าเป็นวันที่ดีที่สุดในรอบปีนั่นคือ วันคริสต์มาส และวันปีใหม่ ในหลายสถานที่จะมีการประดับประดาไปด้วยไฟหลากสีสวยงาม
 
ภูมิอากาศ ฤดูในญี่ปุ่น - goo.gl/tlyMKO
 
*
* *
* * *
* *
*

** ความเห็นต่อจากนี้เป็นความเห็นโดยส่วนตัวของผมเท่านั้น ข้อมูลจริงอาจไม่ใช่เช่นนี้ก็ได้ **

 
เมื่อนำมาเข้าคู่กับอวัยวะมังกรของเอซมอนสเตอร์สี่ยูจะเป็นดังนี้
 
ยูสึ - ดอกไม้ // ยูริ - มังกรที่มีอวัยวะเหมือนกลีบดอกไม้ที่เต็มไปด้วยเขี้ยวมีพิษ, พืชนักล่า ตรงกับธีมเด็คของเขาด้วย
 
รูริ - นก // ยูโกะ - ปีกใส (ปกติจะเป็นปีกของแมลงที่เป็นอาหารของนกจับแมลง)
 
ริน - สายลม // ยูโตะ - เขี้ยวดำใต้คาง (คล้ายกับ "เครา" ที่ม้วนขึ้น ลองนึกถึงภาพไพ่คิง โดยเปรียบกับนอแรด ที่เป็นขนที่ขึ้นแน่นหนาจนเป็นของแข็ง แต่นี่เป็นฟันเขี้ยวคล้ายกับงาช้าง)
 
เซเลน่า - จันทรา // ยูยะ - ดวงตา: การมองเห็นมาจากแสงที่ส่องตกกระทบกับวัตถุ สะท้อนเข้าตาเราจนเห็นเป็นภาพและสีต่าง ๆ
 
 
***********************
 
และถ้าไม่นับหนึ่งในนั้นที่ไม่ตรงกันแล้ว (สายลม) จะเข้ากับสี่ยอดหญิงงามในตำนานของจีนพอดิบพอดี คือ
 

สี่ยอดพธู (สี่ยอดหญิงงามในตำนานของจีน)

หยางกุ้ยเฟย์: จีนกลาง ฉายานามว่า "มวลผกาละอายนาง" ซึ่งหมายถึง "ความงามที่ทำให้แม้แต่กลีบของมวลดอกไม้ยังหุบลงโดยไม่รู้ตัว"
 
หวัง เจาจฺวิน: จีนกลาง ฉายานามว่า "ปักษีตกนภา" ซึ่งหมายถึง "ความงามที่ทำให้แม้แต่ฝูงนกยังต้องร่วงหล่นจากท้องฟ้า"
 
ซีซือ: จีนกลาง / ไซซี ตามสำเนียงแต้จิ๋ว ฉายานามว่า "มัจฉา-จม-วารี" ซึ่งหมายถึง "ความงามที่ทำให้แม้แต่ฝูงปลายังต้องจมลงสู่ใต้น้ำ"
 
เตียวฉาน: จีนกลาง / เตียวเสียน, เตียวเสี้ยน: จีนฮกเกี้ยน ฉายานามว่า "จันทร์หลบโฉมสุดา" ซึ่งหมายถึง "ความงามที่ทำให้แม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบเลี่ยงให้"
 
อนึ่ง นี่เป็นการยกตัวอย่างมาเทียบเคียงกันเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเช่นนั้นจริง
 
ดังนั้น การ์ดเวทมนตร์ทั้งสี่ใน OP6 ที่มีไอคอนอยู่ด้วย น่าจะเป็นการ์ดเวทมนตร์ต่อเนื่องมากที่สุด ถ้าความหมายเป็นไปตามข้างบนดังกล่าวนี้ เวทสวมใส่ก็คงไม่ใช่แน่ ธรรมชาติไม่ใช่อุปกรณ์ที่จะนำมาสวมใส่ได้ ส่วนเวทฉับพลัน การชื่นชมธรรมชาติ คงไม่ใช้เวลาเพียงสั้น ๆ ก็ไม่น่าจะใช่อีก
 
จากในพรีวิว ได้ใช้การ์ดทีเดียวพร้อมกันหมด จึงไม่สามารถจะเป็นเวทสนามไปได้ ส่วนพิธีกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์เราสร้างขึ้นก็ไม่ได้มาจากธรรมชาติ จึงตัดออกไปอีกเช่นกัน
 
*
* * 
* * *
* *
*
 
 
การ์ดพลังจากธรรมชาติทั้ง 4 จากตอนที่ 127
 
     ผมได้ค้นหาข้อมูลดูว่า สัญลักษณ์ที่ปรากฏในภาพการ์ดทั้งสี่ใบที่เรย์ใช้กับซาร์ค น่าจะเป็นอะไรกันแน่ หาอยู่นานทำให้ได้ผลสรุปได้ดังนี้ (ถ้าใครทราบว่าน่าจะเป็นสัญลักษณ์อื่นก็บอกกล่าวกันได้เลยนะครับ)
 
มาเริ่มกันด้วยการ์ดใบแรก โดยเรียงจากซ้ายไปขวา
 
ภาพแรก En-Flowers, En flowers, Enflowers - To cover or deck with flowers ปกคลุม หรือ ประดับประดาตกแต่งด้วยดอกไม้
 
en- เป็นคำนำหน้า หรือ คำอุปสรรค [prefix] หมายถึง in, into ใน, เข้าไปใน, ใช้กับสิ่งที่เกี่ยวกับแรง / กลายเป็น, เกี่ยวกับ, ตรงไปยัง, ตรงไปที่ ฯ
 
สัญลักษณ์ในภาพการ์ดก็คือ พาย หรือ ไพ (π) เกิดจาก ความยาวเส้นรอบวงหารด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางของวงกลม เป็นอักษรกรีกที่ตรงกับตัว "p" ในอักษรละติน มีชื่อว่า "pi" (อ่านว่า พาย ในภาษาอังกฤษ แต่อ่านว่า พี ในภาษากรีก)
 
หมายเหตุ: สัญลักษณ์อีกตัวที่ใกล้เคียงกับในภาพคือ Ϡ Sampi (สมัยใหม่: ϡ) แซมไพ หรือ แซมพี เป็นอักษรกรีกที่เคยใช้ในเลขกรีกมีค่าเท่ากับ 900 ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว ความหมายตามตัวอักษรแปลว่า "เหมือนพาย"
 
..แล้วหมายถึงอะไรกันแน่?
 
ผมตีความว่า จากค่าพายที่ได้ 3.14159265... นั่นคือ จากการใช้ความยาวของเส้นผ่านศูนย์กลางไปวัดกับความยาวของเส้นรอบวง เราจะได้เส้นผ่านศูนย์กลาง 3 เส้น หรือก็คือ วงกลม 3 วง กับค่าอีกเล็กน้อย สำหรับในยูกิ ความหมายก็คือ
 
3 การ์ดมอนสเตอร์สามัญ หรือ 3 การ์ดมอนสเตอร์พื้นฐาน ที่อยู่ในเด็คหลักเสมอ นอกจากการ์ดเวทมนตร์และกับดัก ประกอบไปด้วย
 
(1) มอนสเตอร์ปกติ พื้นหลังการ์ดเป็นสีเหลือง [Yellow]
(2) มอนสเตอร์เอฟเฟค พื้นหลังการ์ดเป็นสีส้มค่อนไปทางแดง [Orange, Red] (ในที่นี้หมายถึงสีแดงเป็นหลัก)
(3) มอนสเตอร์พิธีกรรม พื้นหลังการ์ดเป็นสีฟ้า [Blue]
 
ซึ่งเมื่อนำขอบวงกลมทั้งสามมาชิดติดกันแล้วก็จะได้รูปตามนี้
 
 
- ภาพนี้จะคล้ายกับดอกจิก 3 แฉก หรือ สัญลักษณ์ดอกจิก [Clover]
- ค่าพายที่เหลือ (0.14159265...) อาจเปรียบกับก้านของดอกจิกได้
 
ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์บนกำไลข้อมือของยูสึ ที่อยู่ ณ มิติสแตนดาร์ด โดยที่มิตินี้ไม่มีการอัญเชิญแบบพิเศษจากเอกซ์ทราเด็คเลย นอกจากสถาบันบางแห่งอย่างเช่น LDS ที่มีการอัญเชิญแบบพิเศษจากเอกซ์ทราเด็คทั้ง 3 แบบครบ และ เรียวซัมปาคุ ที่ใช้การอัญเชิญฟิวชั่นได้ด้วย เป็นต้น
 
ดังนั้น ค่าพายจึงบ่งบอกถึง 3 การ์ดมอนสเตอร์พื้นฐานที่ใช้กันอยู่ในมิติสแตนดาร์ดอย่างแพร่หลายโดยทั่วไปนั่นเอง (ยกเว้นแต่มอนสเตอร์พิธีกรรม ที่น้อยคนนักจะใช้การ์ดชนิดนี้)
 
โดยทั้งเรื่องในภาค Arc-V มีมอนสเตอร์พิธีกรรมแค่ 5 แบบเท่านั้น (ถึงตอนล่าสุด 127) คือ
 
1) Elemental Master Doriado ปรากฏบนแผ่นป้ายโฆษณาของสถาบันสอนการอัญเชิญแบบพิธีกรรมในตอนที่ 1 (เฉพาะต้นฉบับที่พากย์ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น ส่วนพากย์อังกฤษได้ตัดส่วนนี้ออกไป)
 
2) Hungry Burger อยู่ในเด็คของซาวาตาริที่ให้กับยูยะ เมื่อเขาสามารถชิงการ์ดจอมเวทย์ดูดาวกับจอมเวทย์จับเวลามาได้ในตอนที่ 3
 
3) Prediction Princess Tarotrei เอซมอนสเตอร์ของสาวน้อยนักทำนาย "โฟจุน มิเอรุ" ปรากฏตัวครั้งแรกในตอนที่ 22
 
4) Cyber Angel Vishnu เอซมอนสเตอร์ของอาสึกะ ปรากฏตัวครั้งแรกในตอนที่ 103
 
5) Cyber Angel Nasateiya มอนสเตอร์พิธีกรรมอีกแบบหนึ่งของอาสึกะ ใช้ดูเอลกับยูริในตอนที่ 123
 
 
* * * * * * * * * * * * *
 
π (พาย) อ่านในภาษากรีกว่า "พี" ตรงกับตัว "P" หรือ "p" ในอักษรละติน
นั่นก็หมายความถึง "การอัญเชิญเพนดิวลัม" ที่ใช้อักษรย่อเป็นตัวพีใหญ่ P
 
สำหรับผม การอัญเชิญเพนดิวลัม เป็น "วิวัฒนาการ" ของการ์ดสามัญที่อยู่ในเด็คหลักทั้งสาม (ถึงแม้ในตอนนี้จะยังไม่มีการ์ดพิธีกรรม-เพนดิวลัมออกมาเลยก็ตาม) เพื่อเชื่อมไปยังเอกซ์ทราเด็คที่มีการอัญเชิญพิเศษทั้งสามอยู่
 
เนื่องจากพายเกี่ยวข้องกับวงกลม เพนดิวลัมเองก็เป็นการแกว่งของตุ้มถ่วงไปมาเป็นเส้นโค้ง (แบบ 2 มิติ) หรือ แกว่งหมุนเป็นวงกลมเวียนซ้ายทวนเข็มนาฬิกา หรือ เวียนขวาตามเข็มนาฬิกา (แบบ 3 มิติ) ด้วยเช่นกัน
ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า ค่าพายเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นแฟ้นกับการอัญเชิญเพนดิวลัม
 
* * * * * * * *
 
เนื่องจากมอนสเตอร์เพนดิวลัมมีครึ่งล่างของการ์ดเป็นสีเขียว ซึ่งเป็นสีพื้นหลังของการ์ดเวทมนตร์อยู่ครึ่งหนึ่งจากสีของการ์ดมอนสเตอร์สามัญ หรือ มอนสเตอร์พื้นฐาน (ยกเว้นมอนสเตอร์พิธีกรรม ณ ตอนนี้)
 
ดังนั้น ค่าเล็กน้อยในส่วนที่เหลือของค่าพาย (0.14159265...) ก็คือ เสี้ยวหนึ่งของวงกลมใหม่วงที่ 4 นี่ก็หมายความว่า วงกลมทั้งหมดไม่ได้มีเพียงแค่ 3 วงเท่านั้น แต่ยังเป็นการเริ่มไปยังวงใหม่ซึ่งเป็นวงที่สี่อีกด้วย
 
ซึ่งเมื่อนำสีเขียวของการ์ดเวทมนตร์มาเพิ่มเป็นวงกลมอีกวงหนึ่งแล้วก็จะได้รูปตามนี้
 
 
แม่สีทางวัตถุแบบทึบแสง [Primary color: Opaque Pigment] หรือ ระบบสี RYB คือ สีแดง [Red], สีเหลือง [Yellow] และสีน้ำเงิน [Blue] เมื่อผสมสีทั้งสามเข้าด้วยกันแล้วจะได้สีเทา หรือ เทาออกน้ำตาล เรียกอีกอย่างว่า สีโคลน [Mud Color]
 
และนี่ก็อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่สีผมของซาร์ค [Z-ARC] เป็นสีเทาแถบเขียว ก็น่าจะมาจากกระบวนนี้ คือ สามสีรวมกันได้สีเทา กับปอยผมเป็นสีเขียวจากการ์ดเวทมนตร์
 
จากปกติ การ์ดมอนสเตอร์เพนดิวลัมจะใช้สีแดง-เขียว เป็นสัญลักษณ์ หรือ สื่อแทนสีของการ์ด ซึ่งเป็นสีคู่หนึ่งในกระบวนการสีคู่ตรงข้าม [Opponent Process] และเป็นคู่หนึ่งของสีต้องห้าม หรือ สีที่เป็นไปไม่ได้เช่นกัน
 
สีที่เป็นไปไม่ได้ [Impossible color] หรือ สีต้องห้าม [Forbidden color] คือ สีในจินตนาการที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากแสงตามปกติ โดยสีมาจากแสงที่มองเห็นได้ผสมกันหลายความเข้มและความถี่เข้าด้วยกัน แต่ก็มีรายงานว่าสามารถมองเห็นได้ภายใต้สถานการณ์พิเศษ
 
ในวงล้อสีที่แสดงแถบสีในช่วงที่เรามองเห็นได้ เราสามารถมองเห็นสี “แดง-ส้ม” ต่อเนื่องกันไป เพราะสีทั้งสองอยู่ถัดกัน แต่สีที่เป็นไปไม่ได้ คือ สีสองสีที่ไม่ได้อยู่ติดกันในวงล้อสี เมื่อนำมาแสดงต่อเนื่องกัน เราจะไม่สามารถเห็นช่วงต่อได้ เช่น เราไม่สามารถเห็นสี “เขียว-ม่วง” ได้
 
การที่จะรับรู้สีที่เป็นไปไม่ได้เหล่านี้ต้องกระทำในห้องปฏิบัติการภายใต้เงื่อนไขอันซับซ้อน แต่ก็พบว่า บางคนสามารถรับรู้สีเหล่านั้นได้ด้วยการพยายามมองภาพสีให้ซ้อนทับกันด้วยวิธี crossed eyes (ทำแบบเดียวกับที่ดูภาพสามมิติ)
 
 
 
* * * * * * * *
 
สีคู่ตรงข้าม 3 คู่ พอมองแบบภาพสามมิติผสมเข้าด้วยกันแล้ว จะได้สีประมาณนี้ตามการรับรู้ของแต่ละคน
 
แดง - เขียว = เหลือง, ส้ม, น้ำตาล, เขียวขี้ม้า (สีพื้นหลังมอนสเตอร์ปกติ และมอนสเตอร์เอฟเฟค ที่เหลืออาจเป็นสีพื้นหลังการ์ดเจนใหม่ก็ได้)
 
เหลือง - น้ำเงิน (สีผมยูโกะ) = เขียว, เงิน (สีพื้นหลังมอนสเตอร์ซิงโคร)
 
ขาว - ดำ : สองสีนี้ไม่สามารถมองแบบภาพสามมิติออกมาเป็นสีอื่นได้ ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันว่า ทั้งสองเป็นสีหรือไม่ เพราะไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน เด็ก ฯลฯ จะบอกแตกต่างกันไป (มีแต่สีดำเท่านั้นที่มองเห็นได้ชัด จึงอาจหมายถึง มอนสเตอร์เอกซ์ซีสได้)
 
สามารถอ่านเรื่องราวนี้เพิ่มเติมได้ในบทความ ดวงตา กับ เลขฐานแปด (2)
 
 
---------------------------------------------------------
 
ภาพที่สอง En-birds, En birds, Enbirds
 
สัญลักษณ์ในภาพการ์ดก็คือ ∋ [Reversed Lunate Epsilon] ความหมายก็คือ "สมาชิกประกอบด้วย" [Contains as member] ตัวอย่างเช่น
 
Lancers ∋ Yuya, Selena, Sawatari, Kurosaki Shun, Gongenzaka Noboru etc...
 
แลนเซอร์ส สมาชิกประกอบด้วย ยูยะ, เซเลน่า, ซาวาตาริ, คุโรซากิ ชุน, ก็อนเง็นซากะ โนโบรุ ฯ...
 
** อย่าสับสนกับเครื่องหมายนี้ที่กลับข้างกัน ∈ [Lunate Epsilon] (มาจาก element of) เป็นสมาชิกของ หรือ (มาจาก set membership) เป็นสมาชิกในกลุ่ม ตัวอย่างเช่น Yuya ∈ Lancers - ยูยะเป็นสมาชิกของแลนเซอร์ส, ยูยะเป็นสมาชิกในกลุ่มแลนเซอร์ส
 
..สัญลักษณ์นี้หมายถึงอะไร?
 
นอกจากจะคล้ายกับเลข 3 ฮินดู-อารบิกแล้ว ยังคล้ายกับตัว หรือตัว m ที่เหมือนเงาร่างของนกที่เห็นในภาพวาดของเด็ก ๆ อีกด้วย
 
นั่นก็คือ มอนสเตอร์เอกซ์ซีส ที่มีโอเวอร์เลย์ยูนิต (สำหรับอนิเมและมังงะ) หรือ วัตถุดิบเอกซ์ซีส (สำหรับการ์ดจริง) ซ้อนอยู่ข้างใต้ หรือ มอนสเตอร์เอกซ์ซีสทับไว้อยู่ด้านบนสุด
 
เมื่อทำเป็นภาพแล้วจะได้ดังนี้
 
 
จากภาพ เรียงลำดับความลึกจากประเภทมอนสเตอร์สามัญ ดังนี้
 
1) มอนสเตอร์ปกติ อัญเชิญลงมาได้ตามปกติ นอกจากเลเวล 5 ขึ้นไปที่ต้องสังเวยมอนสเตอร์เสียก่อน
 
2) มอนสเตอร์เอฟเฟค โดยทั่วไปสามารถอัญเชิญแบบปกติ หรือ อัญเชิญแบบพิเศษได้ถ้ามีเอฟเฟคระบุไว้บนการ์ด
 
3) มอนสเตอร์พิธีกรรมจะอยู่ล่างสุด เพราะการอัญเชิญจะต้องเตรียมการให้พร้อมก่อนเพื่อทำพิธีเรียกออกมา การอัญเชิญนี้สามารถอัญเชิญแบบพิเศษได้เพียงเท่านั้น
 
นอกจากนั้น ยังมีความหมายอื่นอีก
 
สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความนี้ หมวดธาตุน้ำ <Main Deck>
 
 
---------------------------------------------------------
 
ภาพที่สาม En-winds, En winds, Enwinds - To wind about; to encircle. ตีวง โอบล้อม ล้อมวง ล้อมรอบ
 
สัญลักษณ์ในภาพการ์ดก็คือ ⊓ [N-ary square intersection operator] รูปสี่เหลี่ยมปากอ้าส่วนฐาน มักจะเห็นได้ในพีชคณิตแบบแลตทิซ [Lattice] หรือ พีชคณิตบูลีน [Boolean] ซึ่งมีความหมายเดียวกับสัญลักษณ์ ∩ [Intersection] หมายถึง ส่วนร่วม ในทฤษฎีเซต [set-theoretic] ของคณิตศาสตร์
 
ความหมายก็คือ จุดตัด, จุดที่ทาง 2 สายมาบรรจบกัน, ชุมทาง, สี่แยก, จุดเชื่อมต่อ
 
..สัญลักษณ์นี้หมายถึงอะไร?
 
นั่นก็คือ มอนสเตอร์ซิงโคร ที่ใช้มอนสเตอร์จูนเนอร์ (ปรับแต่ง) ให้สอดคล้องกับมอนสเตอร์อีกตัวหนึ่งหรือมากกว่านั้นเพื่ออัญเชิญออกมา
 
เมื่อทำเป็นภาพแล้วจะได้ดังนี้
 
 
ภาพมาจาก https://www.bforball.com/mixing-colors.php ลองเข้าไปผสมสีสนุก ๆ ดูได้ครับ
 
อธิบายภาพ เมื่อวงกลมทั้งสามมาบรรจบกันถึงศูนย์กลางแต่ละวง
 
- สีส้ม สีเขียว และสีม่วง เป็นสีทุติยภูมิ (สีชั้นที่สอง) [Secondary Colors]
- สีตรงกลางที่เป็นสีเทา หมายถึง สีโลหะ [Metal Color] สำหรับการอัญเชิญแบบซิงโครที่ส่วนใหญ่จะเป็นมอนสเตอร์ที่มาจากเครื่องจักร หรือ ยานพาหนะที่มีความเร็วสูง
- 4 สีทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น คือ ส่วนร่วม [Intersection] นั่นเอง
 
สำหรับการ์ดที่บ่งบอกถึงความหมายนี้ได้อย่างชัดเจนมากที่สุดก็คือ การ์ด Starlight Junktion เป็นรูป 4 แยกทางด่วนจากทั้ง 4 ทิศ มาบรรจบกันจนกลายเป็นรูปดอกจิก 4 แฉก [Four-leaf clover] เรียกว่า Cloverleaf interchange
 
 
หมายเหตุ: สัญลักษณ์อีกตัวที่ใกล้เคียงกับในภาพคือ ∏ [N-ary Product] ความหมายคือ ผลของการคูณ ซึ่งการคูณมีสัญลักษณ์เป็นรูปกากบาท x [multiply] หรือ ดอกจัน [* asterisk] หรือ จุด [. dot, point] หรือ วงเล็บ [(..) parenthesis, bracket] เหล่านี้ที่เห็นใช้กันอย่างแพร่หลาย อีกอย่างหนึ่ง สัญลักษณ์ x ก็เปรียบได้กับสี่แยกที่เส้นทางแต่ละทิศมาบรรจบกันด้วยนั่นเอง
 
---------------------------------------------------------
 
ภาพที่สี่ En-moon, En moon, Enmoon
 
สัญลักษณ์ในภาพการ์ดก็คือ Σ [sigma] ความหมายก็คือ ผลรวม [summation] ความหมายตรงตัวกับการอัญเชิญฟิวชั่นเลยทีเดียว
 
ในช่วงศตวรรษที่ 3 และ 4 ก่อนคริสตกาล ซิกมาเป็นตัวหนังสือที่เขียนด้วยมือ และแกะสลักไว้บนรูปปั้นอนุเสาวรีย์หรือสิ่งก่อสร้าง ใช้โดยย่อเหมือนอักษร C รูปจันทร์เสี้ยว [Lunate Sigma]
 
 
ซึ่งจุดนี้ สามารถนำมาโยงเข้ากับจันทรา สื่อสัญลักษณ์ของเซเลน่าได้
 
เมื่อทำเป็นภาพแล้วจะได้ดังนี้
 
 
อธิบายภาพ เป็นการหมุนวนเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียวของทั้งสามวงกลม
 
* บางคนอาจยังสงสัยว่า การอัญเชิญฟิวชั่น และ การอัญเชิญเอกซ์ซีส นั้นแตกต่างกันอย่างไร อ่านเพิ่มเติมได้จากบทความนี้ครับ
 
 
 
---------------------------------------------------------
 
เมื่อนำความหมายของทั้งสี่สัญลักษณ์มารวมเข้าด้วยกันแล้ว π∋⊓ Σ
 
π คือ 3 วง (ในที่นี้หมายถึง โลก) กับอีกเสี้ยวหนึ่ง จึงไม่ได้มีเพียง 3 เท่านั้น สรุปความหมายคือ "อีก 3 โลก"
 
∋ คือ สมาชิกประกอบด้วย โยงความหมายจากสัญลักษณ์ตัวแรก นั่นคือ "สิ่งที่อาศัยอยู่" จะเป็นคน พืช สัตว์ สิ่งของ สถานที่...ฯลฯ ในที่นี้หมายถึง คน
 
⊓ คือ จุดตัด รอยต่อ สี่แยก ชุมทาง ความหมายคือ ส่วนที่เชื่อมโยงถึงกัน ในที่นี้หมายถึง "หน้าตาเหมือนกัน"
 
Σ คือ ผลรวม, รวมยอด ในที่นี้หมายถึง รวมตัวกัน, รวมร่างกัน
 
ความหมายตรงตัวประมาณว่า "สมาชิกจากอีก 3 โลกที่มีส่วนเชื่อมโยงกันมารวมร่างกันหรือรวมตัวกัน"
 
ถ้าแปลให้อ่านได้ง่ายขึ้นก็คือ "คนจากอีก 3 โลกที่มีหน้าตาเหมือนกันมารวมร่างหรือรวมตัวกัน"
 
 
-------------------------------------------------------------------------------------
 
สำนวนญี่ปุ่น 4 อักษร <四字熟語 Yojijukugo> นอกจากยูสึซีรีส์แล้ว ฝ่ายยูยะซีรีส์ก็มีเช่นกัน คือ
喜怒哀楽 kidoairaku
 
human emotions (joy, anger, pathos, and humor) (humour)
 
อารมณ์ของมนุษย์
- ดีใจ สนุกสนาน ร่าเริง: ยูยะ
- โกรธ หงุดหงิด: ยูโกะ
- เศร้า เสียใจ สงสาร: ยูโตะ
- เฮฮา ตลกขบขัน ขำขัน: ยูริ
 
ทีนี้ผมก็นำมาโยงเข้ากับฤดูกาลที่สัมพันธ์กับยูสึซีรีส์เป็นดังนี้
 
ยูยะ (ดวงตา - ร่าเริง) - เซเลน่า (พระจันทร์ - ฤดูใบไม้ร่วง)
ยูโกะ (ปีก - โกรธ) - รูริ (นก - ฤดูร้อน)
ยูโตะ (เขี้ยวเดี่ยว - เศร้า) - ริน (สายลม - ฤดูหนาว)
ยูริ (หลายเขี้ยว - เฮฮา) - ยูสึ (ดอกไม้ - ฤดูใบไม้ผลิ)
 
ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้ส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นออกดอกบานไปทั่ว โดยเฉพาะเทศกาลชมดอกซากุระ (ฮานามิ) มักจัดงานสังสรรค์กัน
 
ช่วงฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีจากเดิมสีเขียว เป็นสีแดง ส้ม เหลือง จนร่วงลงพื้น เหี่ยวเฉาเป็นสีน้ำตาล ดังนั้นในฤดูนี้ จึงเป็นฤดูแห่งสีสัน จึงเข้ากับยูยะที่เอซมอนสเตอร์เป็นออดอายส์ (ตาสองสี) ได้พอดี
 
ส่วนอีกสองคนนั้น น่าจะเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันดีโดยไม่ต้องอธิบายเลยนะครับ
 
 
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
 
...สุดท้ายนี้ ใครมีอะไรอยากชี้แจง หรือ ให้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือ พบเห็นจุดผิดพลาดตรงไหน ช่วยแจ้งให้ทราบด้วยนะครับ ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันครับผม


...Fin

[Revival Zero] คืออะไรกันแน่ ?

posted on 23 Oct 2016 11:47 by terrato in Yugioh-hidden directory Cartoon, Knowledge, Idea
ก่อนที่จะพูดถึงรายละเอียดว่าผมคิดเห็นอย่างไรบ้าง ก็มาดูคำแปลของสองคำนี้กันก่อนครับ
 
Revival แปลว่า การนำมาใช้อีก การนำมาทำใหม่ การฟื้นฟู การคืนชีพ การกลับคืนมา การรื้อฟื้น ฯ
 
Zero แปลว่า เลขศูนย์ ไร้ค่า ไม่มีอะไร ว่างเปล่า ศูนย์เล็ง ไร้ผล โมฆะ ฯ
- Sifr, Cipher ภาษาอารบิก แปลว่า ศูนย์ เช่นเดียวกัน และอาจเรียกง่าย ๆ ว่า O โอ
- แต่เดิม ชาวโรมันใช้การเว้นช่องว่างแทนจำนวนศูนย์มาก่อน
 
RAY-A
  A 1 เริ่มต้น
  Ray ลำแสง รังสี ฉายแสง ส่องแสง เปล่งรัศมี แสงแห่งความหวัง
 
คำว่า Ray ตรงกับเสียงอ่านคำญี่ปุ่นคำหนึ่งว่า Rei 零 ที่แปลว่า ศูนย์ ไม่มีอะไร ล้น หก กระเด็น กระฉอก กระจาย เปิดเผยความลับ
 
แสงเป็นทั้งคลื่นและอนุภาค นั่นเพราะเราไม่รู้อย่างถ่องแท้ว่า แสงมันเป็นคลื่นหรืออนุภาคกันแน่ เมื่อเราทดลองหลายครั้ง เราจึงรู้ว่าแสงเดินทางเป็นเส้นตรง ที่จริงแล้วมันมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้แสงเดินทางเป็นเส้นโค้ง เราทดลองเรื่องแสงบนผิวโลกที่ทุกอย่างเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ ทั้งผู้สังเกตและวัตถุ ทำให้เราอนุมานว่า แสงเดินทางเป็นเส้นตรง
 
แสงไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรง แต่แสงเดินทางตามทิศของแรงโน้มถ่วง นั่นแสดงว่า โฟตอน (อนุภาคแสง) สามารถเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หากมีแรงโน้มถ่วงพอเหมาะ มันจะกลับมาที่เดิม กลายเป็นแนวเดินที่เป็นวงกลม วงรี รูปหมวกบิดเบี้ยว หรือ รูปหลุมปากแตรก็ได้
 
 
Z-ARC
  Z The End จุดจบ จบสิ้น สิ้นสุด สุดท้าย
  Arc เคลื่อนที่เป็นแนวโค้ง (ในทางคณิตศาสตร์ เส้นโค้งมีความหมายรวมถึงเส้นตรงด้วย)
 
มีที่มาจากการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า เรียกว่า สุริยวิถี (Ecliptic)
 
จากการเคลื่อนที่เริ่มแรกที่ดูเหมือนจะเป็นเส้นตรง (นึกภาพเวลาเราเดินทางรอบโลก) พอเดินทางยิ่งไกลมากเท่าไหร่ก็จะย้อนกลับมาสู่จุดเริ่มต้นเสมอ แต่ด้วยเวลาที่ต่างกัน นั่นคือ RAY-A แสงที่เริ่มต้นเดินทางเป็นเส้นตรงไปสู่ Z-ARC แต่ที่แท้กลับค่อย ๆ โค้งจนวกกลับมาบรรจบกับจุดเริ่มต้น
 
เนื่องจาก RAY เป็นแสง ARC ก็อาจจะเป็นความมืดก็ได้ โดยเฉพาะที่อยู่ภายในตัวยูยะ ดังนั้น RAY-A อาจหมายถึง แสงเริ่มเดินทางเป็นเส้นตรง ส่วน Z-ARC ก็อาจหมายถึง จบลงด้วยความมืดที่ซ่อนเร้นอยู่
 
และจากชื่อเรื่องของภาคนี้ [Arc-V] ถ้า Arc คือ ความมืด ชื่อเรื่องนี้ก็อาจจะหมายถึง ความมืดที่เป็นตัวตนที่ 5 นอกเหนือจาก 4 ยูที่อยู่ในแต่ละมิติก็ได้
 
 
ภาพจากตอนที่ 46 มิเอรุมองเห็นความมืดที่ซ่อนอยู่ในตัวยูยะ
 
 
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
 
[Zero] มีความเป็นไปได้หลากหลายอย่างว่าคืออะไรกันแน่ เช่น
 
1. บุคคล
 
- ตัวตนด้านมืดภายในตัวยูยะ ที่รวม 4 ยูทั้งหมดมารวมกัน จากเหตุการณ์ที่ทั้ง 4 คน เคยมาอยู่มิติเดียวกัน ต่างร่ำร้องเรียกหากันและกัน ผ่านมังกรที่เป็นเอซมอนสเตอร์ของพวกเขา
 
- ยูยะซีรีส์ มีพลังในการรวมตัวกัน
 
  ยูสึซีรีส์ โดยเฉพาะกำไลข้อมือของยูสึ (คนอื่นยังไม่ทราบ) มีพลังในการแยกยูยะซีรีส์ออกจากกัน การที่เลโอให้เหล่าลูกน้องออกตามหาตัวเอกหญิงทั้งสามในมิติอื่น ก็เพื่อไม่ให้พวกเธอไปขัดขวางการรวมตัวกันของทั้ง 4 ยูนั่นเอง เพื่อหลอมรวมมิติทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียว และทำให้เกิดตัวตนที่เขาต้องการดึงออกมาเพื่อทำการบางอย่าง
 
- O โอ ตรงกับคำอ่านญี่ปุ่นว่า ราชา 王
 
- เลโออาจต้องการคืนชีพใครบางคนขึ้นมา โดยถูกบงการอยู่เบื้องหลัง หรือถูกควบคุม หรือถูกบังคับ หรือ อาจเต็มใจเองก็เป็นได้ กรณีอย่างเช่น ตัวละครเก่าที่ชื่อว่า ฮาโอ [The Supreme King]
 
 
2. การ์ด
 
- ในมังงะ ยูยะตามหาการ์ดที่มีชื่อว่า Genesis Omega Dragon [G.O.D.] ซึ่งคำย่อของการ์ดนี้แปลว่า พระเจ้า อาจมีความเกี่ยวข้องกันอยู่
 
- จากภาค GX ยูเบล ต้องการรวม 12 มิติเป็นหนึ่ง เพื่อให้จูไดมารักเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น มาอยู่ที่เดียวกันไม่จากไปไหนอีก แต่เมื่อเขาปฏิเสธ เธอก็เปลี่ยนแผนมาเป็นรวมแล้วระเบิดพร้อมกันทั้งหมดในคราวเดียว เธอได้ใช้การ์ดซุปเปอร์ฟิวชั่น ที่ใช้มอนสเตอร์ทั้ง 12 ตัว ครบทั้ง 12 เลเวล เพื่ออัญเชิญสุดยอดเทพรวมร่างออกมา แต่ไม่สำเร็จ ผลสรุปเป็นอย่างไรนั้น ถ้าใครเคยดูคงจะทราบกันแล้วนะครับ (สำหรับทางฝั่งตะวันตก จากที่ยูเบลต้องการทำลายทั้งหมด ได้ลดความรุนแรงลง เหลือเพียงต้องการครอบครองมิติทั้งหมดที่รวมเป็นหนึ่งนั้นแทน)
 
 
...จากเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น เลโออาจมีเป้าหมายเดียวกัน ทั้งหมดอาจเพื่อคืนชีพให้กับการ์ดเพียงใบเดียว ซึ่งเหตุผลฟังดูไร้สาระไปหน่อย แต่ถ้าใครติดตามยูกิโอมานาน ก็จะรู้ว่า เพียงการ์ดใบเดียวก็สามารถทำลายโลกได้ กับการทำทุกอย่างถึงแม้จะทำลายทุกสิ่งทั้งหมดลงไปเพียงเพื่อการ์ดแค่ใบเดียวก็ตาม ก็เคยมีคนคิดจะทำกันมาแล้ว ถึงแม้จะไม่สำเร็จก็ตาม
 
 
3. เหตุการณ์
 
- จุดเริ่มต้น ความหมายรวมก็คือ การย้อนกลับสู่จุดเริ่มต้น
 
   - เลโออาจต้องการย้อนเวลากลับสู่อดีต เพื่อไปแก้ไขบางอย่างที่เคยทำผิดพลาดไว้
 
   - เลโออาจต้องการย้อนทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนั้น จากที่มีอยู่ 4 มิติ กลับไปสู่จุดกำเนิดเดิมที่มิติยังไม่แยกออกจากกัน
 
   - [ไร้ผล] อาจเป็นเหตุผลที่ฟังดูไร้สาระที่ว่า การทำให้มอนสเตอร์ที่มีเอฟเฟคทั้งหมดในโลกแห่งการดูเอล กลับไปสู่การเป็นมอนสเตอร์สีเหลือง (มอนสเตอร์ปกติ) หรือที่เรียกกันเล่น ๆ ว่า มอนฯเหลือง หรือ ฝรั่งเรียกว่า วานิลลา เพื่อความเท่าเทียมกัน
 
 
- ความว่างเปล่า ความหมายรวมก็คือ กลับสู่ความว่างเปล่า
   
   ยังจำความหมายของคำว่า ยะ 矢 ที่แปลว่า ลูกดอก ลูกศร ได้ไหมเอ่ย จากเกมปาเป้าที่มีชื่อว่า เกม 01 มีกติกาว่า โดยทั่วไปจะกำหนดคะแนนตั้งต้นไว้ประมาณ 301 หรือ 501 แต้ม ปากัน 3 ดอกติดต่อกัน ผลัดกันไปมา ได้คะแนนกี่แต้มก็มาหักลบกับคะแนนตั้งต้น ใครถึงศูนย์ก่อนฝ่ายนั้นก็ชนะไป จากกติกานี้ อาจเป็นการบ่งบอกถึงแผนการของเลโอ ที่ต้องการทำให้ทั้ง 4 มิตินั้น กลับไปสู่ความว่างเปล่า ไม่ต้องเป็นทุกข์กันอีก
 
 
- วิวัฒน์
   จากตัวเลขฮินดู-อารบิก เมื่อจำนวนเกินกว่า 9 ขึ้นไป จะนำเลขตัวแรก คือ 1 มาไว้ด้านหน้า โดยใส่เลขศูนย์กำกับไว้ด้านหลัง เพื่อบอกถึงจำนวนถัดไป และเป็นการเข้าสู่หน่วยหลักใหม่ [unit] จากรูปแบบนี้ เลโออาจต้องการทำให้มิติทั้งหมดมารวมตัวกัน เพื่อยกระดับให้ล้ำหน้าไปจากเดิม
 
หมายเหตุ: คำว่า unit เพียงเติมตัว e ไปด้านหลัง ก็จะหมายถึง unite ที่แปลว่า การรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว
 
----------------------------------------------------------------------
 
[Arc Area Project]
 
   แผนการที่มีเป้าหมายเพื่อรวบรวมมิติทั้ง 4 ให้เป็นหนึ่งเดียว โดยการพาตัว 4 ตัวเอกหญิงในแต่ละมิติ และทำให้ผู้คนในมิติอื่นกลายเป็นการ์ด นำกลับไปเป็นพลังงานให้กับเครื่องยนต์ขนาดยักษ์ที่อยู่ในอคาเดเมีย มิติฟิวชั่น โดยยังไม่ทราบว่า เครื่องยนต์นี้มีไว้เพื่อทำอะไรกันแน่ ?
 
   - ความคิดเห็นจากคนญี่ปุ่น เขาคิดว่า การทำคนให้กลายเป็นการ์ด ก็เพื่อขนผู้คนไปไว้ยังที่ปลอดภัย ก่อนที่หายนะครั้งใหญ่จะมาถึง แม้เขา (เลโอ) จะถูกเข้าใจผิดก็ตาม โดยเครื่องยนต์ขนาดยักษ์มีไว้เพื่อบรรจุการ์ดทั้งหมดนั้นเหมือนเรือโนอานั่นเอง อาจเป็นเหตุผลที่ยิ่งใหญ่เกินพอถึงกับทำให้เลโอถึงกับละทิ้งครอบครัว และไม่เคยติดต่อกลับไปอีกเลย
 
   จากเหตุผลนี้ที่เขารวบรวมผู้คนให้กลายเป็นการ์ด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายจากการรวมตัวกันของ 4 มิติ ถ้า 4 ยู (ยูยะซีรีส์) รวมตัวกันเป็นผลสำเร็จ ตัวตนด้านมืดภายในยูยะอาจจะปรากฏตัวออกมาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างพินาศสิ้น
 
   ...จากบทสรุปของ RAY-A และ Z-ARC ถ้าโยงเข้ากับแผนการนี้ ก็อาจจะหมายถึง การเปิดโลกที่ 5 ที่ซ่อนอยู่ของตัวตนด้านมืดในตัวยูยะก็เป็นได้ คือ นอกจากจะอัญเชิญเขาออกมาแล้ว ก็ทำให้โลกที่รวมทั้ง 4 มิติ กลายเป็นโลกอันเหมาะสมสำหรับผู้ที่ถูกอัญเชิญพร้อมกันไปด้วยเลย ดังเงื่อนไขที่ว่า การจะอัญเชิญเขาออกมาได้ ต้องทำให้มิติทั้งหมดรวมกันได้เท่านั้น หรือไม่ก็ ตัวเขาเองที่ทำให้มิติทั้งหมดนั้นมารวมตัวกัน
 
หมายเหตุ:
 
Arc ออกเสียงเหมือนกับคำว่า Ark ภาษาละติน สะกดว่า arca แปลว่า กล่อง หีบ ลัง หมายถึง สิ่งที่บรรจุของเก็บไว้ภายใน ซึ่งถ้าเป็นสถานที่ ก็จะหมายถึง ที่ปลอดภัย ที่หลบภัย ที่ลี้ภัย ที่ซ่อน และจากคำว่า arceo (ภาษาละติน) แปลว่า ห่อหุ้ม โอบรอบ โอบล้อม ปกป้อง ป้องกัน ยับยั้ง ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกัน และยังสอดคล้องกับคำว่า arc ที่หมายถึงแนวโค้งด้วย
 
สำหรับในยูกิโอ อาร์คไฟว์ อาจหมายถึง สิ่งที่ซ่อนอยู่ลำดับที่ 5 ก็ได้ (จะเป็นตัวตน สถานที่อย่างมิติหรือโลกอื่น หรืออาจเป็นการ์ดใบหนึ่ง)
 
* * * * * * * * * * * * * *
 
   สรุปแล้ว ผมอาจพุ่งเป้าไปที่ตัวยูยะ พระเอกของภาคนี้มากกว่าเหตุผลอื่น แต่นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ก็อาจจะเป็นเหตุผลอื่นก็ได้ แผนการของเลโออาจจะแสนเรียบง่ายและไม่ซับซ้อน พอให้เด็กที่ดูอยู่เข้าใจได้ ดังนั้น ก็จบการวิเคราะห์เรื่องนี้ไว้เพียงเท่านี้ ใครมีความคิดเห็นเพิ่มเติมอย่างไรก็เชิญบอกกล่าวกันได้เลยครับ
 
     ก่อนที่จะเข้าเรื่อง ขอออกตัวก่อนว่า การแบ่งประเภทนี้ไม่ใช่เพื่อแบ่งแยกชนชั้นหรือลำดับสูงต่ำแต่อย่างใด แต่เป็นการบ่งบอกถึงประเภทของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับยูกิโอรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเราจะเห็นจุดเน้นในแต่ละด้าน แต่ก่อนนั้น ผู้คนทั้งหมดจะมีช่องทางเข้าถึงอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท คือ
 
(1) ผู้สร้าง หรือ ผู้ผลิต
(2) ผู้ควบคุมดูแล ตัวแทนจำหน่าย ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก
(3) ผู้เสพ หรือ ผู้บริโภค ผู้ติดตามผลงาน
 
คราวนี้เราก็มาดูกันว่า ผู้คนในวงการนี้จะมีแบบไหนกันบ้างนะ...
 
* * *
 
3 ประเภทผู้คนที่แยกกันตามสี เทพ และตัวแทนบุคคลที่มีลักษณะนิสัยเฉพาะตัวต่างกันไป
 
หมายเหตุ: ผู้คนในแต่ละกลุ่มเหล่านี้ เป็นเพียงการยกตัวอย่างแบบกว้าง ๆ ซึ่งอาจจะไม่ครอบคลุมถึงผู้คนในวงการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องได้ ดังนั้น จึงมีคนประเภทอื่นอีกมาก นอกเหนือไปจากที่ยกมาในที่นี้ครับ
 
 
Yu-Gi-Oh! Duel Monsters 4 Battle of Great Duelist - Yugi Deck
 
Yami Yugi / Osiris Red <Duelist> นักดวลการ์ด
 
“สายดูเอล [Duel Style]” คือ กลุ่มที่ชื่นชอบบรรยากาศในการต่อสู้แข่งขัน
 
- ผู้เล่นการ์ด Card Player
- ผู้เข้าแข่งขัน Competitor
- ผู้ตัดสิน Judge ที่จำเป็นต้องจดจำกฎระเบียบต่าง ๆ ในเกมการ์ดที่ใช้เล่นจริงอย่างเป็นลำดับสากล
- นักเล่นเกม Gamer
 
 
Yu-Gi-Oh! Duel Monsters 4 Battle of Great Duelist - Jyonouchi Deck
 
Jyonouchi Katsuya / Ra Yellow (Entertainment Art) บันเทิงศิลป์
 
“สายบันเทิง [Entertain Style]” คือ กลุ่มที่ช่วยสร้างสรรค์ผลงานและแบ่งปันความสนุกสนานบันเทิงให้แก่ผู้คน
 
- นักประพันธ์ ผู้เขียนบท Author, นักแต่งนวนิยาย Novelist, Fictionist
- นักวาดการ์ตูน Cartoonist, แฟนอาร์ต Fan Art
- นักออกแบบและสร้างภาพเคลื่อนไหว Animator
- นักพากย์ ผู้ให้เสียงตัวละคร Voice Actor
- ผู้บรรยาย, ผู้เล่าเรื่อง คนเล่าเรื่อง Narrator, Relator, Storyteller
- นักดนตรี Musician, นักร้อง Singer
- คนทำซับ Subtitle Maker/Creator
- การสวมบทบาท Casting, Role-Play, Community, Cosplay
- แฟนเพจ Fan Page (สำหรับผู้ใช้ Facebook)
- ผู้ออกแบบอีเวนท์ Event Designer ไม่ว่าจะในโลกโซเชียลหรือโลกจริง ซึ่งอาจเป็นคนเดียวกับผู้จัดงานด้วยก็ได้
- นักสะสม Collector ไม่ว่าจะเป็นการ์ด แผ่นภาพยนตร์ หนังสือการ์ตูน หนังสือคู่มือ เกม โมเดลฟิกเกอร์ ของเล่น ของสะสม ของที่ระลึก ฯลฯ
 
 
Yu-Gi-Oh! Duel Monsters 4 Battle of Great Duelist - Kaiba Deck
 
Kaiba Seto / Obelisk Blue [Backup] ผู้ทำงานเบื้องหลัง
 
กลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ที่มีลักษณะแตกต่างกัน ดังนี้
 
“สายสนับสนุน [Support Style]” คือ กลุ่มที่คอยสนับสนุน ดูแลความเรียบร้อย และคอยแสวงหาสิ่งต่าง ๆ ให้ได้มา เพื่อสนองความต้องการของผู้เรียกร้อง
 
- ผู้รายงานข่าวสาร News Reporter
- ผู้แปล Translator ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดของการ์ด ข่าวสาร เรื่องย่อ บทสนทนาในอนิเมและมังงะ ฯ
- ตัวแทนจำหน่าย Sale Agent ผู้ค้าส่ง Wholesaler ผู้ค้าปลีก Retailer
 
“สายมันสมอง [Intellectual Style]” คือ กลุ่มที่ใช้ความคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ สรรหาแนวทางการเล่นและความรู้จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อทำให้ผู้คนเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาชื่นชอบได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
 
- นักวิเคราะห์ Analyst วางแผน สร้างกลยุทธในการจัดเด็ค การสร้างและการใช้เด็คในแต่ละธีม รวมถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในเกมการ์ด หรือ ในเนื้อเรื่องว่ามีส่วนเชื่อมโยงกันอย่างไร
- นักสืบ Detective ผู้ตามค้นหา Trivia เกร็ดเล็กน้อย, เกร็ดน่ารู้ ประวัติความเป็นมา ที่มาต่าง ๆ ที่ซ่อนอยู่
- นักอนาคตศาสตร์ Futurist ผู้ใช้หลักเกณฑ์ต่าง ๆ อย่างมีเหตุผล ในการคาดการณ์เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต
 
ดังนั้น สายดูเอลจึงเปรียบเสมือนกองทัพแนวหน้าในการรบ ส่วนสายบันเทิงเปรียบเหมือนผู้สร้างความผ่อนคลาย เพื่อลดความตึงเครียดและความเหนื่อยล้าที่มาจากการรบ หรือ คอยสร้างขวัญกำลังใจให้แก่กองทัพ เช่น นางรำ นักดนตรี กีฬา การละเล่นต่าง ๆ ตามยุคสมัย ฯลฯ ส่วนสายสนับสนุน ก็มีหน้าที่ต่างกันไป เช่น หน่วยเสบียง หน่วยสอดแนม นักการทูต ที่ปรึกษา ครูฝึก ฯลฯ
 
* * * * * * * * * * * *
 
ถ้าเปรียบแต่ละสายกับ 4 มิติ ในภาค Arc-V แล้วล่ะก็ จะออกมาได้ประมาณนี้
 
สายดูเอล - สแตนดาร์ด
     แน่นอนว่า ใครก็ตามที่ได้รับชมยูกิโอแล้ว ก็ต้องอยากลองเล่นการ์ดเป็นแน่ ไม่ว่าจะได้เล่นจากทางไหนรูปแบบใดก็ตาม อันเป็นปกติอยู่แล้ว (มอนสเตอร์ปกติ) ส่วนผู้เล่นที่นอกจากจะเล่นไปเรื่อย แต่บางครั้งก็อยากลงแข่งอย่างเป็นทางการบ้าง จึงเปรียบกับมอนสเตอร์เอฟเฟค ส่วนผู้ที่ตั้งหน้าตั้งตาเล่นเพื่อเข้าแข่งขันโดยเฉพาะนั้น (มืออาชีพ) ก็เปรียบเสมือนมอนสเตอร์พิธีกรรมที่ต้องอัญเชิญออกมาแบบพิเศษ (อย่างเป็นทางการ) ได้เท่านั้น
     ส่วนผู้ตัดสิน (จัดจ์) ถึงแม้อยากจะลงแข่งขันเอง แต่ด้วยความที่อยากให้ผู้อื่นได้แข่งขันกันอย่างเป็นระเบียบและมีความถูกต้อง จึงเสียสละตนเอง กลายเป็นผู้ดูมากกว่าจะเป็นผู้เล่นเสียเอง ดังนั้น พวกเขาจึงเปรียบได้กับเอฟเฟคจากท่า Lightning Blast ของมังกรฟ้าโอซิริส ที่ใช้ตัดสินมอนสเตอร์ว่า จะสามารถอยู่บนสนามต่อไปได้หรือเปล่านั่นเอง ถึงแม้จัดจ์บางคนอาจจะไม่ได้เป็นเพราะสาเหตุนี้ แต่นี่เป็นการยกตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น
     และด้วยเอฟเฟคพลังโจมตีของมังกรฟ้าโอซิริส ที่พลังจะขึ้นอยู่กับการ์ดในมือของผู้ควบคุม x1000 ดังนั้น การ์ดที่สามารถอยู่ในมือได้ จึงมีเพียงแต่การ์ดจากเด็คหลักเท่านั้น การ์ดมอนสเตอร์พิเศษจากเอกซ์ทราเด็ค ถ้าถูกส่งขึ้นมือก็จะกลับไปสู่เอกซ์ทราเด็คตามเดิมเสมอ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผู้ชื่นชอบการดูเอลทั้งหลาย จึงมีอยู่ทั่วไปในวงการอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ
 
สายบันเทิง - ฟิวชั่น
     พวกเขาเป็นกลุ่มที่คอยสร้างความสนุกสนาน รอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับพวกเราทุกคนที่คอยติดตามรับชมยูกิโอ จึงเปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงสว่างให้กับวงการนี้ให้ดำเนินต่อไปได้เรื่อย ๆ ไม่รู้จบ เสมือนนกฟินิกซ์ที่ตายแล้วก็จะฟื้นคืนชีพกลับมาเสมอ
     ทำไมถึงเป็นการอัญเชิญฟิวชั่น เพราะว่า นอกจากคนที่สร้างสรรค์ผลงานออกมาด้วยตัวคนเดียว เช่น แฟนอาร์ต ผู้แต่งนวนิยายหรือที่เรียกกันว่าฟิคชั่น ฯ แล้ว ถ้ามองพวกเขาเป็นกลุ่มหลายคน พวกเขาก็คือ กลุ่มสังคมกลุ่มหนึ่งด้วยเช่นกัน เพียงแต่การสร้างผลงานด้วยตัวคนเดียว ก็ต้องอาศัยทักษะ ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถเฉพาะทางอันหลากหลาย ทั้งการสละเวลาสร้างผลงานชิ้นใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงเปรียบเสมือนการอัญเชิญฟิวชั่นที่รวมตัวมอนสเตอร์สองตัวขึ้นไป ก่อเกิดมอนสเตอร์ชนิดใหม่ขึ้นมา และเช่นกัน มังกรเทพรา ในร่างแบทเทิลโหมด ก็มีความสามารถในการฟิวชั่นระหว่างผู้เล่นด้วย
     นอกจากนั้น สีม่วงยังเป็นสีตรงข้ามกับสีเหลือง และอยู่ได้ทั้งสองวรรณะสี คือ สีวรรณะร้อน และสีวรรณะเย็น จึงเปรียบเสมือนอยู่ศูนย์กลางของระบบเหมือนดวงอาทิตย์ หรือ มังกรเทพรานั่นเอง
 
สายสนับสนุน - เอกซ์ซีส
     ก่อนอื่น อย่าเข้าใจผิดคิดไปว่า สีดำหรือความมืดจะหมายถึงสิ่งที่ไม่ดีหรือเลวร้ายไปเสียหมด แต่ในที่นี้หมายถึง ผู้ทำงานอยู่เบื้องหลัง สละเวลาส่วนตัวของตนเองคอยดูแลสนับสนุนข้อมูลและสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ผู้คนได้สมตามความปรารถนา ตอบสนองตามความต้องการได้ ดังนั้น สายนี้จะเรียกได้อีกอย่างว่า “สายคอยประสานงาน [Coordinate Style]” เหมือนกับความหมายของมอนสเตอร์เอกซ์ซีสอย่างที่ผมเคยกล่าวไปแล้วในบทความเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างธาตุ การอัญเชิญ และความหมายของเพนดิวลัม -II-
 
สายมันสมอง - ซิงโคร
     พวกเขาเป็นกลุ่มที่เค้นความคิด ไอเดีย จินตนาการ ข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ เพื่ออยากจะบอกในสิ่งที่คนอื่นอาจจะไม่รู้หรือมองข้ามไป ด้วยเหตุนี้ พวกเขาอาจถูกมองอย่างไม่เข้าใจจากสังคมที่มักจะคิดไปว่า จะเสียเวลาคิด จริงจังไปทำไมอยู่เสมอ ดังนั้น พวกเขาจึงยังคงเป็นส่วนน้อยที่สุดในวงการ จนแทบจะนับจำนวนคนได้ แต่ทว่า จริง ๆ แล้ว ถ้าเราตั้งใจทุ่มเทให้กับการแสวงหาความรู้ เรียนรู้ศึกษา ก็สามารถทำออกมาได้ในรูปแบบของตัวเองเหมือนเช่นพวกเขา จนกลายเป็นคนกลุ่มนี้ได้เช่นกัน ดังนั้น โดยส่วนตัว ผมก็อยากให้คนที่ทำอยู่แล้ว ก็อย่าเพิ่งท้อถอยไปก่อน เพราะพวกท่านต่างก็เสียสละเวลาทำในสิ่งที่คนอื่นไม่คิดจะทำนั่นเอง นับว่าประเสริฐแล้ว
     คนกลุ่มนี้แบ่งปันความรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ ของเขา สละเวลาทำออกมาให้กับสังคมได้รับรู้และเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น จึงเปรียบกับแสงสว่างเหมือนกับสีขาวของมอนสเตอร์ซิงโครนั่นเอง และการคิด สังเกต วิเคราะห์ ฯ ออกมา ก็ต้องอาศัยความคล้องจองกันของข้อมูลในส่วนต่าง ๆ ตรงกับความหมายของคำว่า “ซิงโครไนซ์ [Synchronize]”
 
และด้วยความที่โอเบลิสค์บลู มีถึงสองสาย ต่างจากสองเทพด้านบนก็เพราะ นอกจากทั้งสองจะเป็นผู้คอยสนับสนุนแล้ว ยังมาจากเอฟเฟคของท่า Soul Energy Max ที่จำเป็นต้องสละมอนสเตอร์ถึงสองตัว เพื่อใช้ความสามารถในการทำลายมอนสเตอร์ของอีกฝ่ายทั้งหมดบนสนาม จึงเทียบได้กับทั้งสองสายนั่นเอง
 
* * * * * * * *
 
 
Horakhty vs Zorc
 
...และเมื่อนำผู้คนทุกสายทั้งหมดมารวมตัวกันก็จะเปรียบเสมือนเทพผู้สร้างแห่งแสงสว่าง ฮอรัคตี ที่สามารถทำให้ความชั่วร้าย ความทุกข์ ความโศกเศร้า (จอมมารโซค) ทั้งหลายทั้งปวงจางหายสลายไปได้ แน่นอนว่า มีหลายคนที่สามารถจะเป็นได้หลากหลายสาย ไม่เจาะจงเฉพาะสายใดสายหนึ่ง (ไฮบริด Hybrid: ลูกผสม) ดังนั้น พวกเราทุกคน ไม่ว่าจะชื่นชอบสิ่งใด เข้าถึงได้ช่องทางไหน มีความสามารถแบบใด เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกันส่งเสริมวงการนี้ให้คงอยู่แก่คนรุ่นต่อ ๆ ไปได้แล้ว...
 
~ จงภูมิใจเถิดที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า!! ~
 
บทความนี้จะครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ถ้าอ่านบทความเรื่อง “ประโยชน์ของการ์ดยูกิ” เพิ่มเติมครับ
 
 
* * * * * * * * * * * * * * * * * *
 
ข้อมูลเพิ่มเติม:
 
     เนื่องจากบางคนอาจยังสับสนอยู่ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นสายไหนกันแน่ จึงลงรายละเอียดเพิ่มเติมอีกดังนี้
 
ก่อนอื่น เรามาเข้าใจกันก่อนว่า ทุกคนไม่ว่าใครก็ตาม มักจะมีจุดเน้นในด้านใดด้านหนึ่งเป็นหลัก แต่บางคนก็สามารถทำในสายอื่นได้ด้วย หรือ อาจจะเป็นสายหลักสายเดียวไปเลยก็ได้ตามนี้ครับ
 
(1) แนวทางบริสุทธิ์ [Pure Line] มุ่งมั่นในสายใดสายหนึ่งอย่างจริงจังโดยเฉพาะ
(2) แนวทางผสม [Cross Line] ผสมผสานสายอื่น ๆ เข้าด้วยกัน มีความสามารถหลายอย่าง แต่ถึงแม้จะทำได้หลายอย่างก็ต้องมีอย่างหนึ่งที่ทำมากที่สุดอย่างแน่นอน นั่นจึงเป็นสาเหตุให้แนวทางนี้ จะมีองค์ประกอบอย่างน้อย 2 อย่างคือ
1) สายหลัก [Main Style] มีเพียงสายเดียวเท่านั้น คือ สายที่เราทำออกมาอย่างชัดเจนที่สุด
2) สายรอง [Sub Style] ไม่ว่าจะทำได้ถึงกี่สายก็ตาม 1 2 หรือ 3 แต่ก็ไม่มากเท่ากับสายหลัก
ซึ่งการจะมาดูว่าเราเป็นสายไหน ไม่ใช่ดูเพียงวิธีการ หรือกระบวนการเท่านั้น เราต้องมองไปถึงผลลัพธ์หรือผลที่ตามมาด้วยว่า เราทำอะไรออกไปให้แก่สังคมบ้าง
 
แน่นอนว่า ทุกสายถึงอย่างไรก็ต้องใช้ความคิด ใช้หัวสมองกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า การใช้ความคิดนั้นมีความแตกต่างกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นจุดหมาย วิธีการ ขั้นตอน กระบวนการ ผลลัพธ์ที่ออกมา จนถึงผลกระทบกับสังคม ดังที่ยกตัวอย่างมาดังนี้ครับ
 
- สายดูเอล มุ่งมั่นที่จะเอาชนะในการแข่งขัน ด้วยการเล่นการ์ด ผลที่ตามมาไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ เราก็สนุกไปกับมัน ส่วนผลกระทบที่มีต่อสังคม เช่น ถ้าเรานำเทคนิควิธีการเล่น จุดเด่น-จุดด้อยในเด็คที่เราเล่น นำมาแบ่งปันให้คนอื่นได้รู้ด้วย ก็จะมีประโยชน์อย่างมาก
 
- สายบันเทิง อยากแบ่งปันจินตนาการความใฝ่ฝันของตนเองให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้ไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูป แต่งฟิค แต่งคอส แคสติ้ง คอมมู ฯลฯ ต้องการให้คนที่ชอบในแนวทางเดียวกันมาร่วมฟินด้วยกัน ผลกระทบต่อสังคม ทำให้มีสิ่งแปลกใหม่ออกมาสู่สายตาผู้คนเสมอ และสามารถดึงคนที่มีความรู้สึกชื่นชอบในสิ่งเดียวกันมารวมตัวกันได้อีกด้วย
 
- สายสนับสนุน คอยช่วยเหลือประสานงานด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสาร การแปล รวมถึงอำนวยความสะดวกในสินค้าต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับยูกิโอตามความต้องการของผู้ซื้อ ทำให้วงการนี้ยังคงขับเคลื่อนต่อไปได้ พวกเขาเป็นคนคอยหนุนหลังวงการนี้ ให้ดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นเหมือนกับเฟืองหรือกลไกอย่างหนึ่ง ซึ่งถ้าขาดพวกเขาไปแล้ว ก็อาจสั่นคลอนวงการ จนอาจล่มสลายได้เลยทีเดียว ดังนั้น ผู้คนในสายนี้จึงมีความสำคัญมากเช่นกัน และอาจอยู่ในลำดับต้น ๆ ยิ่งกว่าสายอื่นด้วยซ้ำครับ
 
- สายมันสมอง ถึงแม้ทุกสายจะใช้ความคิดเหมือนกัน แต่ในสายนี้จะต่างออกไปตรงที่การกระทำของพวกเขา มีเป้าหมายที่อยากให้ผู้รับชมได้รับรู้ข้อมูลส่วนลึก ได้แนวคิดใหม่ ๆ จากการวิเคราะห์เจาะลึก หรือถ้าจะให้ดีไปกว่านั้นก็คือ เชิญมาร่วมกันคิด ร่วมวิเคราะห์ไปด้วยกัน ทำให้ผู้อ่านหรือผู้รับชมคิดตามไปได้ด้วย และอาจสามารถเกิดแนวความคิดหรือไอเดียใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาได้ เป็นการต่อยอดทางความคิด ซึ่งยังหาได้ยากในสังคมไทยในปัจจุบันนี้
 
จากตัวอย่างเหล่านี้ จะทำให้เราสังเกตได้ว่า เราจะรู้ว่าเราเป็นสายไหนก็มาดูกันที่เป้าหมาย ผลลัพธ์ที่ตามมา และผลกระทบต่อสังคม จะเห็นชัดเจนมากกว่าอย่างอื่น หรือก็คือ การทำอะไรให้แก่สังคมส่วนรวมนั่นเองครับ